“พริษฐ์” แนะ “อนุทิน” แจงสังคมปมฮั้ว สว. แทนฟ้อง “ยิ่งชีพ iLaw”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“พริษฐ์” ซัด “อนุทิน” จ่อฟ้องหมิ่น “ยิ่งชีพ iLaw” หลังเปิดข้อมูล 9 นักการเมืองภูมิใจไทย ปมฮั้ว สว. ลั่นใช้กฎหมายกดดันผู้ตรวจสอบ

ที่อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.บัญชีรายชื่อ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าจะฟ้องหมิ่นประมาท นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) หลังเปิดเผยข้อมูลและกล่าวพาดพิงนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย 9 คน ซึ่งล่าสุดได้รับการยืนยันจากนายกรัฐมนตรีว่าจะดำเนินคดีหมิ่นประมาท

พริษฐ์ ช่างภาพพีพีทีวี
“พริษฐ์” ซัด “อนุทิน” จี้ตอบคำถามสังคม ปมฮั้ว สว. แทนใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก!

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลบางส่วนที่นายยิ่งชีพนำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลที่รวบรวมจากพยานบุคคลและข้อเท็จจริงหลายด้าน ซึ่งได้มีการกล่าวถึงนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยรวม 9 โดยหลักแล้ว เมื่อนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะและผู้ใช้อำนาจรัฐถูกตั้งคำถาม สิ่งที่ควรทำคือการชี้แจงข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยของสังคม มากกว่าการดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาตรวจสอบ เพราะหากพิจารณาข้อมูลที่นายยิ่งชีพนำเสนอ จะพบว่ามีการกล่าวหาอย่างเฉพาะเจาะจง และนักการเมืองที่ถูกพาดพิงสามารถชี้แจงได้อย่างตรงไปตรงมา

ยกตัวอย่างกรณีของนายอนุทิน ซึ่งนายยิ่งชีพระบุว่า มีพยานให้ข้อมูลว่านายอนุทินเดินทางไปยังโรงแรมพูลแมน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม และมีการประชุมร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาหลายคน เพื่อหารือเกี่ยวกับการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ดังนั้น แทนที่จะฟ้องผู้ตรวจสอบ นายอนุทินควรตอบให้ชัดว่า วันดังกล่าวเดินทางไปที่โรงแรมจริงหรือไม่ มีการประชุมกับ สว. ตามที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่ และหากมีการประชุมจริง ได้หารือเรื่องใด

ส่วนกรณีนายทรงศักดิ์ นายพริษฐ์ ระบุว่า ข้อมูลที่นายยิ่งชีพเปิดเผยสอดคล้องกับคำให้การของพยานจากจังหวัดหนองบัวลำภู ที่เคยเปิดเผยบนเวทีเสวนาว่า ตนเป็นทีมงานของผู้สมัคร สว. รายหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้รับเลือกเป็น สว. และผู้สมัครรายดังกล่าวได้โทรศัพท์รายงานต่อนายทรงศักดิ์ว่า ได้รวบรวมรายชื่อผู้สมัคร สว. ที่อยู่ในขบวนการเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น นายทรงศักดิ์ก็ควรชี้แจงว่า ในช่วงการเลือก สว. ได้มีการติดต่อหรือพูดคุยกับผู้สมัคร สว. จริงหรือไม่ และหากมี ได้พูดคุยเรื่องใด

ขณะที่กรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวก็สอดคล้องกับคำให้การของพยานอีกคนที่ระบุว่า พบเห็นนายศุภชัยอยู่ที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศประมาณ 1-2 วัน พร้อมกับผู้สมัคร สว. จากจังหวัดนครพนม จึงเห็นว่า นายศุภชัยควรชี้แจงว่า วันดังกล่าวเดินทางไปที่โรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวว่า โดยภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิง หากตอบคำถามและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ก็จะทำให้สังคมมีข้อมูลรอบด้านเพียงพอที่จะพิจารณาว่าจะเชื่อข้อกล่าวหาหรือไม่ มากกว่าการเลือกใช้การดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาตั้งคำถาม

นายพริษฐ์ เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ เพราะเข้าใจว่าข้อมูลที่นายยิ่งชีพนำมาเปิดเผยนั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่พยานได้ให้การไว้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยหน่วยงานรัฐมีอำนาจตรวจสอบได้มากกว่าภาคประชาชน เช่น การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมพูลแมน ว่ามีนายอนุทินและนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเดินทางไปพบกับ สว. ตามที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ ว่านายศุภชัยไปปรากฏตัวจริงหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างผู้สมัคร สว. กับนายทรงศักดิ์ หากมีข้อกล่าวหาในประเด็นดังกล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของนักการเมืองผู้มีอำนาจรัฐ ควรเลือกชี้แจงข้อเท็จจริงมากกว่าฟ้องร้องผู้ตรวจสอบ ขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ควรยืนยันต่อสังคมว่าได้ตรวจสอบข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างรอบด้านและเต็มที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนและสามารถพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้

เมื่อถามว่า กรณีนายกฯ และรัฐมนตรี เลือกดำเนินคดีกับคนเปิดโปงเรื่องนี้ กับการเลือกที่จะเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์หลักฐานข้อเท็จจริงแบบนี้ นอกจากเป็นการฟ้องปิดปาก ถือเป็นการข่มขู่ด้วยกฎหมาย หรืออำนาจหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลายคนดูเจตนาออกว่าทำไมทำเช่นนี้ ตนมองว่าอย่างที่นายกฯย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวข้อง ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องจริงก็แค่ยืนยันว่า วันที่ถูกกล่าวหาไม่ได้อยู่ที่ รร.พูลแมน ไม่เคยร่วมประชุมกับ สว. ตามข้อกล่าวหา และคิดว่าต้องเรียกร้องไปที่หน่วยงานตรวจสอบพิสูจน์ด้วยว่า ข้อมูลที่แต่ละฝ่ายให้ขัดแย้งกัน ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ในการประสาน รร.ที่เกี่ยวข้อง ขอกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบ

เมื่อถามว่า หน่วยงานตรวจสอบ มีอำนาจทุกอย่าง รวมถึงการคอนโทรลอยู่ในมือของรัฐบาล ฝ่ายค้านคาดหวังว่าจะตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราต้องใช้ทุกกลไกที่เรามีในการตรวจสอบเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้คือ ความเห็นของประชาชน ถ้าได้รับฟังรับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานคดีนี้ ที่เราพยายามนำมาเสนอต่อสาธารณะ แล้วประชาชนเห็นตรงกับเราว่า เรื่องนี้ควรส่งไปที่ศาล และควรเรียกร้องให้เกิดขึ้น ไม่ว่าหน่วยงานตรวจสอบจะถูกกำกับ หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มใด เสียงของประชาชนจะยังมีความหมายอยู่ เข้าใจดีว่า สังคมตั้งคำถาม หรือความไว้วางใจที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ ยิ่ง กกต. 7 คนจะชี้ขาดในเดือน ส.ค.นี้ จำนวน 4 ใน 7 คนที่เป็น กกต.ได้ทุกวันนี้ ได้รับรองโดย สว.ส่วนใหญ่ในสำนวน

“ขอเรียกร้องไปยัง กกต.ว่า ถ้าหลักฐานชัด แล้วไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ตัดสินใจเป่าคดี โดยเฉพาะปกป้องเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง กกต.คิดหนักนะว่า พร้อมจะเสี่ยงติดคุก เพื่อปกป้องคนเหล่านี้หรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

ส่วนกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า สว.สีน้ำเงิน แต่ขณะเดียวกัน สว.สีส้ม ก็เป็นของพรรคประชาชน (ปชน.) เหมือนกัน เพราะตอนเปิดรับสมัคร ล้วนแต่อยู่ในกลุ่มของคณะก้าวหน้า และพรรค ปชน. และ สว.กลุ่มนั้นก็เป็น สว.ในสภาเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า จริง ๆ ตั้งแต่ตนตรวจสอบเรื่องนี้เข้มข้น และสื่อสารออกไป ตอบทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริง หรือข้อกล่าวหาไปเกี่ยวกับบุคคลใด ตนเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาทุกฝ่าย ถ้านายศุภชัย เชื่อว่ามีการกระทำผิดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจริง เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำเรื่องนี้ เรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบรับฟัง และตรวจสอบตรงไปตรงมากับทุกกลุ่มที่ถูกกล่าวหา สิ่งที่อยากเห็นคือ หน่วยงานตรวจสอบทำงานตรงไปตรงมามาตรฐานเดียวกันกับทุกกลุ่ม ไม่ใช่หน่วยงานตรวจสอบตัดสินใจปกป้องกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งหรือไม่

ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวอีกว่า ถ้าย้อนไปดูคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการฮั้ว สว.ความจริงมีหลายคดี กกต.มีมติส่งเรื่องไปศาลแล้ว มีคดีหนึ่งถ้าจำไม่ผิดที่ จ.ชลบุรี เป็นเพียงแค่ผู้สมัคร สว. 2 คนไลน์คุยกันขอแลกคะแนนกัน ไม่ได้ปรากฏเส้นเงิน หรือจ้างคนมาโหวต แต่หลักฐานแค่นั้น กกต.เคยมีมติเพียงพอส่งเรื่องไปศาลแล้ว สิ่งที่กังวลใจคือว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับหลายคนใน ครม. หรือสภา หลักฐานชัดเจนหนักแน่นกว่า มีเส้นเงิน เสนอผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หวังว่า กกต.จะส่งเรื่องไปที่ศาลเหมือนกัน

“คงเป็นเรื่องประหลาดมาก หากคดีที่มีหลักฐานแค่แชทไลน์ กกต.ส่งศาล แต่พอคดีที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก เส้นเงิน การจ้างคนสมัคร คนโหวต กกต.กลับไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ดังนั้นสิ่งที่เราเรียกร้องคือ กกต.ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมากับทุกกลุ่ม ด้วยมาตรฐานเดียวกัน” ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าว

ส่วนกรณีนายยิ่งชีพ เปิดเรื่อง 9 ชื่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพราะว่า ปชน.หรือฝ่ายค้านไม่กล้าเปิด ทำให้นายยิ่งชีพต้องมาพลีชีพนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะตอนนี้การตรวจสอบคดีดังกล่าว มีหลายฝ่ายดำเนินการอยู่ แต่ละฝ่ายอาจดำเนินการทับซ้อนกันบ้าง แต่ละฝ่ายอาจดำเนินการไม่ทับซ้อนกัน ในฝั่งฝ่ายค้าน เราเดินหน้าเรื่องนี้เต็มที่ทั้งกลไกใน และนอกสภา อย่างวันอาทิตย์ที่แล้ว ฝ่ายค้านจัดงานเสวนาที่พยายามนำเอาพยานบุคคลเกี่ยวข้องมานำเสนอหลักฐานอย่างเป็นระบบว่า ขบวนการที่เราพูดถึงมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง และวันอาทิตย์นี้จะจัดเสวนาอีกรอบ นำพยานบุคคลชุดใหม่ นำเสนอหลักฐานใหม่ มีวิทยากรคือนายยิ่งชีพมาร่วมอภิปรายด้วย คิดว่าเป็นการทำงานหลายฝ่ายร่วมกัน ในการตรวจสอบคดีที่ตนคิดว่าสำคัญ เกี่ยวข้องกับคนจำนวนไม่น้อยใน ครม. และ สส.ในสภาฯ

เมื่อถามย้ำถึงกรณี สว.สีส้ม ที่นายศุภชัยกล่าวหา ถ้า ปชน.ทำงานร่วมกัน มองว่า ไอลอว์ ปชน. รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่มีการรณรงค์ ไม่ต่างจาก สว.สีน้ำเงิน ที่จัดตั้งเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ย้ำว่า พฤติกรรมที่คิดว่าถูกกล่าวหา ณ เวลานี้ ตนใช้คำว่าโกง สว.ไม่ใช่ฮั้ว สว. เพราะพฤติกรรมเวลานี้ ไม่ใช่แค่จัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร ที่อาจทำโพยหรือแลกคะแนนระหว่างกัน แต่เรากำลังพูดถึงกระบวนการที่จ้างคนมาสมัคร มาโหวต เสนอเงินทอง ตำแหน่ง มาเกี่ยวข้อง จ่ายค่าที่พักรวมตัวก่อนวันเลือก สำหรับตนใครก็ตามที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้ ควรส่งเรื่องไปที่ศาลทั้งหมด ดังนั้นถ้ายืมคำพูดท่านนายกฯคือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ยืนยันว่า เราเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบ ตรวจสอบทุกฝ่ายตรงไปตรงมา ใครมีพฤติกรรมโกง สว.เช่นนี้ ต้องส่งเรื่องไปที่ศาล

ถามย้ำว่า นายศุภชัย ระบุที่มาไม่ต่างกันเลยระหว่าง สว.สีส้ม กับ สว.สีน้ำเงิน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่กล่าวหาคืออะไร แต่สำหรับตนพฤติกรรมที่เป็นปัญหาก็อย่างที่เรียนไปแล้วข้างต้น ใครก็ตามไม่ว่าชื่ออะไร หรือมีความคิดทางการเมืองแบบใด กกต.ควรส่งเรื่องไปที่ศาล

ส่วนกรณีสว.บางคนย้อนว่า การที่มี สว.สารพัดสีในสภาฯ ไม่ได้ผิด เพราะว่าย้อนกลับไปสภาฯในสมัยก่อนหน้านี้ ก็มีสภาฯผัวเมียเหมือนกัน โอกาสการทำงานไม่ต่างกันเลย นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตั้งหลักก่อนคือ ข้อกล่าวหาที่เรากำลังพูดถึงคือการกระทำผิดกฎหมาย พ.ร.ป.การเลือก สว. ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน คิดว่าถามใครก็ตามที่อ่านข้อกฎหมายเหล่านี้ ย่อมเห็นตรงกันว่า การจ้างคนมาสมัคร หรือลงคะแนนให้ ไม่ว่าด้วยเงินทอง หรือสปอนเซอร์ค่าที่พัก ค่าเดินทาง หรือสัญญาว่าถึงแม้ไม่ได้ แต่ให้ตำแหน่งผู้ช่วยอย่างไร พฤติกรรมนี้มันผิด ใครก็ตามที่ทำพฤติกรรมนี้ กกต.มีหน้าที่ส่งเรื่องไปศาล แค่นั้นเลย ไม่ต้องเปรียบเทียบกับ สว.ยุคก่อน ที่มีกระบวนการได้มาแตกต่างกันไป

อนุทิน ช่างภาพพีพีทีวี
“พริษฐ์” ซัด “อนุทิน” จี้ตอบคำถามสังคม ปมฮั้ว สว. แทนใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก!

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

สารพัดมิตร

สารพัดมิตร

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ