วิปค้านเปิด 5 พฤติกรรม กกต. ส่อไม่น่าไว้วางใจ หวั่นคดีฮั้ว สว. ไม่ถึงศาล

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ฝ่ายค้านเปิด 5 พฤติกรรมของ กกต. ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. หวั่นคดีสะดุดก่อนถึงศาล

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน และนางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ร่วมสรุปเนื้อหาจากกิจกรรม "ครบรอบ 2 ปีเลือก สว. : เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาคพิเศษ) : เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน"

นางสาวพนิดา กล่าวว่า จากการสรุปข้อมูลบนเวที พยานหลายปากสะท้อนให้เห็นความผิดปกติในการเลือก สว. ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งแม้จะมีการร้องเรียนต่อ กกต. จากผู้สมัครหลายราย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า  

 

ฮั้ว สว. ช่างภาพพีพีทีวี
วิปค้านเปิด 5 พฤติกรรม กกต. ส่อไม่น่าไว้วางใจ หวั่นคดีฮั้ว สว. ไม่ถึงศาล

จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถไว้วางใจการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และเป็นเหตุผลที่ฝ่ายค้านต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง  

นางสาวพนิดา กล่าวว่า หลายคนมองว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้มีความเสี่ยง ทั้งผู้ที่ขึ้นเวที ผู้ให้ข้อมูล และผู้ที่นำหลักฐานมาเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ทุกคนยอมรับความเสี่ยง เพราะอำนาจที่จะทำให้คดีเข้าสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลได้ อยู่ที่การตัดสินใจของ กกต. จึงต้องตั้งคำถามว่า วันนี้ กกต. ยังปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างน่าไว้วางใจหรือไม่

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า คดีฮั้วเลือก สว. เป็นกระบวนการที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจะต้องยึดหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักคือ กกต. อย่างไรก็ตาม จากพฤติกรรมและการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายยังไม่สามารถไว้วางใจการทำหน้าที่ของ กกต. ได้อย่างเต็มที่

นายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านได้สรุปข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กกต. ไว้ 5 ประเด็น ได้แก่

  1. การออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือก สว. ทั้ง 3 ฉบับ ยังไม่รัดกุมเพียงพอในการป้องกันการทุจริต
  2. การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครยังไม่รอบคอบ
  3. การปล่อยปละละเลยต่อการทุจริตที่เกิดขึ้นในวันเลือก สว. ระดับประเทศ
  4. ข้อสงสัยและข้อครหาเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุวินิจฉัย ชุดที่ 36 ว่ามีขึ้นเพื่อฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ และเหตุใดจึงต้องตั้งคณะดังกล่าว
  5. ข้อกังวลว่า กกต. อาจยุติคดีโดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ จนทำให้คดีไม่ถูกส่งไปยังศาล

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทั้ง 5 ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความน่าไว้วางใจของ กกต. ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

พร้อมกันนี้ นายพริษฐ์ ยังอ้างถึงบทบัญญัติมาตรา 62 โดยระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต. มีหน้าที่ส่งคำร้องต่อศาล ส่วนการจะวินิจฉัยว่ามีการทุจริตจริงหรือไม่ เป็นอำนาจของศาล ไม่ใช่ กกต.

เมื่อถูกถามว่าหลักฐานจะต้องชัดเจนเพียงใด นายพริษฐ์ ย้ำว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีหลักฐานถึงขั้นพิสูจน์ความผิดได้เด็ดขาด เพียงมี "เหตุอันควรเชื่อ" ว่าอาจเกิดการทุจริต กกต. ก็มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา พร้อมยกตัวอย่างว่า ก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีมติส่งคดีต่อศาลแล้ว 2 เรื่อง ซึ่งรวมถึงกรณี "โพยใบสั่ง" สะท้อนว่าหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้เพียงพอที่จะส่งศาลได้

นายพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เหตุผลที่ฝ่ายค้านจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะยังไม่มั่นใจว่ากกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยเห็นว่าตั้งแต่ก่อนการเลือก ระหว่างการเลือก และหลังการเลือก สว. ล้วนมีหลายขั้นตอนที่ก่อให้เกิดข้อกังวลต่อการทำหน้าที่ของ กกต. อย่างไรก็ตาม ยังหวังว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวจะไม่เป็นจริง และหวังว่า กกต. จะพิจารณาพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา ก่อนส่งเรื่องทั้งหมดไปยังศาลตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ