อนามัยโลก ชี้ “โอมิครอน” ซ้ำเติมสถานการณ์ทั่วโลก พบเชื้อแล้ว 57 ประเทศ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

การแพร่ระบาดที่รวดเร็วขึ้นของโควิดโอมิครอนจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การระบาดทั่วโลกแน่นอน ล่าสุดรายงานขององค์การอนามัยโลก ขณะนี้อย่างน้อย 57 ประเทศทั่วโลก พบผู้ติดเชื้อโควิดโอมิครอน แลละมีบางประเทศที่สถานการณ์น่าเป็นห่วง เพราะยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันยังคงเพิ่มขึ้น เช่น สหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้ และเดนมาร์ก ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากโอมิครอนมากน้อยแค่ไหน แต่ตัวอย่างจากแอฟริกาใต้ทางอนามัยโลก เผยยอดผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นถึง 111% บ่งชี้ว่าโอมิครอนอาจกำลังพัฒนาเป็นสายพันธุ์หลัก

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 64 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ตั้งโต๊ะรายงานความคืบหน้าของโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน ระบุว่า ด้วยตำแหน่งการกลายพันธุ์ที่มากหลายจุดของเชื้อตัวนี้ ประกอบกับข้อมูลเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า โอมิครอนแพร่กระจายได้เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับตัวก่อน ๆ ทำให้ทีโดรส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของอนามัยโลกเตือนว่า การระบาดของโควิดโอมิครอนจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การระบาดทั่วโลกแน่นอน

 

แต่จะกระทบมากน้อยแค่ไหน ทางอนามัยโลกยังไม่มีคำตอบ  เช่นเดียวกับความสามารถในการแพร่ระบาด และความรุนแรงของโรคที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเช่นกัน  แต่มีข้อมูลน่าสนใจจากภาพการระบาดในแอฟริกาใต้ที่อนามัยโลกยกตัวอย่าง

 

แอฟริกาใต้ยอดติดเชื้อใหม่เพิ่ม 111% หลังพบโอมิครอน

นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในแอฟริกาใต้  จากกราฟแสดงยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะเห็นว่า จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ยังคงไม่มีท่าทีที่จะลดลง เริ่มต้นจากหลัก 200 รายในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เป็นราว ๆ 2,000 ราย ช่วงปลายเดือน  ก่อนจะพุ่งแตะหลักหมื่นในเดือนธันวาคม โดยยอดล่าสุดของวันที่ 8 ธันวาคม พบผู้ติดเชื้อใหม่มากถึง 19,842 ราย สูงที่สุดในระลอกใหม่ที่รัฐบาลรายงานว่า เป็นระลอกที่ 4 แล้ว ทางอนามัยโลก ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังแอฟริกาใต้รายงานพบการอุบัติของโควิดสายพันธุ์ใหม่

โดยในช่วง 29 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 5 ธันวาคม แอฟริกาใต้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มถึง 62,201 ราย ตัวเลขนี้คิดเป็นสัดส่วน 111% เมื่อเทียบกับตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ของสัปดาห์ก่อนหน้า

อัตราการติดเชื้อที่พุ่งทะยานแบบนี้ยังพบในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เอสวาตินี ซิมบับเว โมซัมบิก นามิเบีย และเลโซโทด้วย นั่นทำให้อนามัยโลกคาดการณ์ว่า เชื้อโอมิครอนอาจอยู่เบื้องหลัง และอาจกำลังระบาดอย่างหนักจนเป็นสายพันธุ์หลักของพื้นที่นี้ในอนาคต อย่างไรก็ตามยังไม่อาจฟันธงเพราะมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น การผ่อนคลายมาตรการทางสาธารณสุข รวมถึงกลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนมีอัตราการฉีดวัคซีนครบโดสต่ำ โดยยังไม่มีประเทศไหนที่ฉีดถึงร้อยละ 25 ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่ยืนยันได้ในแอฟริกาใต้ตอนนี้อยู่ที่อย่างน้อย 398 ราย ในขณะที่จำนวนผู้ต้องสงสัยว่าอาจติดเชื้อมีสูงมากถึงหลายหมื่นคน

 

เดนมาร์กเข้มมาตรการเพิ่ม รับมือโอมิครอนพุ่ง 500 ราย

ส่วนจำนวนประเทศที่พบผู้ติดเชื้อ อนามัยโลกระบุว่าพบอย่างน้อย 57 ประเทศแล้ว ในจำนวนนี้เป็นประเทศในยุโรปถึง 21 ประเทศ  หนึ่งในประเทศนี่น่ากังวลคือ เดนมาร์ก  ด้วยจำนวนยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นถึง 6,000 ราย ส่วนยอดผู้ติดเชื้อโอมิครอนคาดกันว่ามีมากกว่า 500 รายแล้ว  ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ในเดนมาร์กของวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมาพบเพิ่ม 6,629 ราย ลดลงไม่มากจากยอดของวันที่ 6 ธันวาคมที่ตอนนั้นสูงถึง 7,146 ราย นับว่ามากที่สุดในการระบาดระลอกนี้

ย้อนไปเมื่อกลางเดือนกันยายน เดนมาร์กเป็นประเทศแรกของสหภาพยุโรปที่คลายมาตรการต่าง ๆ แต่แล้วในเดือนพฤศจิกายนจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ยุโรปเผชิญการระบาดระลอกใหม่  สถานการณ์น่ากังวลจนล่าสุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กออกแถลงเตรียมยกระดับมาตรการควบคุมเชื้อ เช่น กำหนดเวลาที่ผับบาร์สามารถเปิดให้บริการได้ ขอให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน เลื่อนให้โรงเรียนหยุดยาววันคริสต์มาสเร็วขึ้นเป็นวันที่ 15 ธันวาคม เหล่านี้คือสิ่งที่จะเพิ่มเข้ามา หลังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน รวมถึงขอให้ผู้ปรักอบการตรวจวัคซีนพาสปอร์ตลูกค้าที่จะเข้าใช้บริการในสถานที่ต่าง ๆ

ที่ต้องคุมเข้มเพิ่ม ไม่ใช่เพราะยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มอย่างเดียว แต่ยังมีแรงกดดันจากการระบาดของโควิดโอมิครอนด้วย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทางการเดนมาร์กรายงานยอดผู้ติดเชื้อโอมิครอนในประเทศสูงถึง 577 รายแล้ว ถือเป็นจำนวนที่สูงกว่าตัวเลขในสหราชอาณาจักร และสูงกว่าตัวเลขยืนยันในแอฟริกาใต้

 

สหราชอาณาจักรใช้แผนบี หลังผู้ติดเชื้อโอมิครอนพุ่ง

ส่วนที่สหราชอาณาจักร หลังจากมีท่าทีปฏิเสธไม่ยกระดับมาตรการรับมือโควิดมาหลายเดือน เมื่อวานนี้ บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีก็ได้แถลงอย่างเป็นทางการ ว่ารัฐบาลจะบังคับใช้มาตรการใหม่ที่เรียกว่า แผน B โดยใจความหลักของแผนคือการบังคับสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธาณะ บังคับใช้วัคซีนพาสปอร์ต และขอความร่วมมือให้ประชาชนทำงานจากบ้าน จอห์นสัน กล่าวว่า ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประกาศใช้มาตรการที่เคร่งครัดมากขึ้น จนกว่าอัตราการฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์จะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

มาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ใครก็ตามที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยและไม่มีวัคซีนพาสปอร์ต หากเข้าใช้บริการร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ หรือสถานบันเทิง จะได้รับโทษทางกฎหมาย ถึงแม้ว่ามาตรการแผนบีจะยังไม่ใช่การล็อกดาวน์เต็มรูปแบบ แต่แน่นอนว่าการบังคับใช้วัคซีนพาสปอร์ย่อมส่งผลกระทบถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะห้างร้านต่าง ๆ และร้านอาหาร ที่กำลังฟื้นตัวจากเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว

จอห์นสัน ระบุอีกว่า สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องเร่งฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่สายพันธุ์โอมิครอน กำลังแพร่ระบาด ทั้งยังหวังว่าการใช้มาตรการแผนบี จะประวิงเวลาให้คนมีโอกาสไปฉีดวัคซีน เพื่อไม่ให้สถานการณ์รุนแรงจนต้องบังคับล็อกดาวน์

อังกฤษ เจอการระบาดระลอกล่าสุดที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่เข้าฤดูหนาว ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรายวันสูงถึง 43,300 คน และที่น่ากังวลไม่แพ้กันก็คือจำนวนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่เพิ่มขึ้นเร็วยิ่งกว่าการระบาดของสายพันธุ์เดลตา สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร เปิดเผยกับสถานีวิทยุบีบีซีเมื่อวานนี้ว่า ไม่เกินช่วงคริสต์มาส สายพันธุ์โอมิครอนจะกลายเป็นไวรัสสายพันธุ์หลักที่ระบาดในอังกฤษ ขณะนี้อังกฤษมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนทั้งหมด 568 คน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจริง ๆ ต้องสูงกว่าที่ตรวจพบ และถ้าดูจากจำนวนที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนรายวัน พบว่านี่เป็นสองวันติดกันแล้วที่มีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นมากถึงวันละ 100 คน

เหล่านี้คือสถานการณ์จากประเทศที่กำลังวิกฤต และหลายฝ่ายคาดกันว่าโควิดโอมิครอนอยู่เบื้องหลัง จนถึงวันนี้เป็นเวลาราว 2 สัปดาห์แล้ว ตั้งแต่อนามัยโลกประกาศการอุบัติขึ้นของโควิดโอมิครอน ล่าสุดเรารู้อะไรเกี่ยวกับสายพันธุ์ใหม่นี้เพิ่มบ้าง

 

 

สัปดาห์ที่โลกได้รู้จักโอมิครอน เรารู้อะไรเพิ่มบ้าง

ข้อมูลของโอมิครอนแบ่งเป็น 3 ประเด็น หนึ่งคือ ความสามารถในการแพร่ระบาด  สอง คือ ความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันทั้งจากการติดเชื้อและวัคซีน และสามคือ ความรุนแรงของอาการป่วย

ในประเด็นแรก มีเสียงจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน เช่น นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในสหรัฐฯ ระบุว่า โควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะแพร่ระบาดได้เร็วและง่ายกว่าโควิดเดลตา ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักของโลกในขณะนี้ รวมถึงผู้ที่เคยติดเชื้อก็มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซ้ำสูงขึ้น เมื่อเจอกับโอมิครอน

ความสามารถในการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ประเมินจากจำนวนจุดกลายพันธุ์ที่มาก และเมื่อวานนี้มีตัวเลขค่า R จากผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักร ศาสตราจารย์อลาสแต แกรนด์ ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย เผยว่า ค่า R ของโอมิครอนนั้นอยู่ที่ 3.47 ค่านี้หมายความว่า จำนวนผู้ป่วย 1 คน จะสามารถแพร่เชื้อต่อได้อีกกี่คน ซึ่งด้วยค่านี้บ่งชี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนกำลังเพิ่มขึ้นเท่าตัว

 

วันนี้มีข้อมูลเพิ่มอีกจากนักวิจัยในญี่ปุ่นว่า ค่า R ของโอมิครอนอาจสูงกว่านั้น ดอกเตอร์ ฮิโรชิ นิชิอุระ ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า โอมิครอนมีความสามารถในการระบาดมากกว่าโควิดเดลตาถึง 4 เท่า แต่ยังไม่ชัดเจนว่าค่า R อยู่ที่เท่าไหร่

ในประเด็นที่สอง ความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันทั้งจากการติดเชื้อและวัคซีน สิ่งที่เราทราบล่าสุดมาจากการทดสอบของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนไฟเซอร์ เมื่อวานนี้พวกเขาระบุว่า  ผลเบื้องต้นจากแล็บชี้ว่า การฉีดวัคซีนของไฟเซอร์จำนวนสองโดสนั้นอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรับมือกับโควิดโอมิครอน แต่หากบูสเตอร์โดสที่สามจะช่วยได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลล่าสุดที่ออกมานี้ยังไม่ผ่านการ Peer Review

 

ข่าวดังกล่าวค่อนข้างสร้างความตกใจเล็กน้อย เพราะวัคซีนไฟเซอร์ใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ คำว่าประสิทธิภาพลดลงไม่ได้หมายความว่า วัคซีนรับมือไม่ได้ เพียงแต่การป้องกันอาจน้อยกว่า เมื่อเทียบกับโควิดตัวก่อน ๆ หน้า ซึ่งโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า อันที่จริงผลจากห้องแล็บถือเป็นข่าวดีด้วยซ้ำ เพราะเป็นการยืนยันว่าการฉีดบูสเตอร์โดสช่วยป้องกันเชื้อโอมิครอนได้

ส่วนในประเด็นสุดท้าย ความรุนแรงของอาการป่วย ผู้เชี่ยวชาญรวมถึงข้อมูลจากโรงพยาบาลในแอฟริกาใต้ระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการน้อยมาก แต่อาการจะหนักขึ้นในกลุ่มที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน  รวมถึงจนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ป่วยอาการหนักหรือผู้เสียชีวิตจากเชื้อโอมิครอน ซึ่งในประเด็นนี้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า การที่ไวรัสนั้น ๆ จะแพร่ระบาดได้ง่ายและเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าไวรัสจะก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงขึ้นเสมอไป แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ การแพร่ระบาดง่ายขึ้นจะสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขอย่างมาก

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ