จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากระทรวงการคลังถังแตก เงินคงคลังไม่พอใช้ จน ครม.ต้องอนุมัติกู้เงินเพิ่มเติมอีก 2.14 แสนล้านบาทนั้นน ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลัง ได้ทำการชี้แจงว่าการขออนุมัติกรอบการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 2.14 แสนล้านบาท เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อเตรียมรองรับการใช้จ่ายของรัฐบาลในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ยืนยันว่าคลังไม่ได้ถังแตก และระดับเงินคงคลังของรัฐบาลในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยสถานะเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2563 อยู่ที่ระดับ 282,141 ล้านบาท และคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เงินคงคลังจะอยู่ในระดับที่เพียงพอที่จะรองรับการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป
ส่วนการกู้เงินเพิ่มเติมเต็มกรอบวงเงิน 2.14 แสนล้านบาท จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้าง ต่อจีดีพี ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ระดับ 51.64% ซึ่งเป็นไปตามกรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด
ส่วนนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แนะในอนาคตรัฐบาลอาจจะต้องสร้างรายได้เพิ่ม ทั้งจากการขยายฐานภาษี เนื่องจากยังมีภาษีทรัพย์สิน ที่จัดเก็บอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก รวมถึงการหารายได้จากที่ดินของรัฐวิสาหกิจ ที่สำคัญอาจต้องลดรายจ่ายประจำ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่เข้าใกล้ 60% ยังไม่เป็นเรื่องที่ต้องกังวล
“บิ๊กตู่” คาด เศรษฐกิจจะฟื้นตัว หลังโควิด-19 ยุติลง