นี่เป็นราคาที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชประเมินไว้ เต่ายูนิฟอร่าจากประเทศมาดากัสการ์ 6 ตัว ในจำนวนนี้ 1 ตัว มีอายุ 10 ปี ขนาด 12 นิ้ว มูลค่าสูงถึงตัวละราว 1 ถึง 2 ล้านบาท ส่วนอีก 5 ตัวนั้น ตัวเล็กกว่า 1 เท่า มูลค่าตัวละประมาณ 2 แสนบาท
ขณะที่เต่าอีกชนิดที่หายไปพร้อมกันมากถึง 72 ตัว คือ เต่าเรคิเอต้า หรือ ชื่อภาษาไทย คือ เต่าดาวรัศมี มูลค้าตัวละราว 3,000 ถึง 10,000 บาท รวมมูลค่าและความเสียหายของเต่าที่หายไปครั้งนี้ทั้งหมด โดยประเมินจากราคาต่ำสุด ก็ยังถือว่ามากว่า 3 ล้านบาท
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า หนึ่งในสมมติฐานการขโมยเต่า ทำไมถึงมีข้อสังเกตุว่า อาจเชื่อมโยงกับธุรกิจค้าสัตว์ป่า ปลายทางของเต่าในธุรกิจนี้ อาจพอจะเป็นคำตอบได้ TRAFFIC องค์กรเอกชนนานาชาติ ที่เคยติดตามธุรกิจค้าสัตว์ป่าทั่วโลก เคยแบ่งความต้องสัตว์ป่าจากตลาดในทวีปเอเชียไว้ 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย
-เพื่อการบริโภค
-เพื่อเป็นเครื่องประดับ
-เพื่อเป็นยาบำรุง
-เพื่อเลี้ยง
-เพื่อจัดแสดง
เต่าน้ำจืดและเต่าทะเล ปรากฎเป็นประเภทสัตว์ที่อยู่ในความต้องการอย่างน้อย 4 ด้าน ยกเว้นยาบำรุง ที่องค์กรนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด
ความต้องการสัตว์ป่าหายากที่มากเท่านี้ ทำให้เฉพาะในไทย มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจนี้สูงกว่าปีละ 1 หมื่นล้านบาท เป็นข้อมูลที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN รวบรวมไว้ตรงกัน ที่น่าตกใจ หากเปรียบเทียบกับมูลค่าธุรกิจมืดอื่นๆ ค้าสัตว์ป่ามีเงินหมุนเวียนเป็นรองแค่การค้ายาเสพติด แต่มากกว่า การค้าอาวุธสงคราม
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า ข้อมูลเส้นทางค้าสัตว์ป่าในเอเชีย ปรากฎว่า มีจีนเป็นปลายทางและตลาดสำคัญ โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางทางผ่านสัตว์ป่าและซากสัตว์ป่าหายาก ซึ่งไม่ว่าจะมาจากประเทศใดในอาเซียน แทบทั้งหมดก็ผ่านไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิสถานการณ์นี้ แม้แต่ระดับนโยบายอย่างนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับว่ารับรู้ และกำลังเร่งแก้ไข โดยการแก้กฎหมายอุดช่องโหว่ แต่อาจต้องให้เวลากับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เป็นหัวหอกรับผิดชอบอยู่