จากสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ที่พุ่งสูงขึ้นและถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของโลก และสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 36.2 คนต่อแสนประชากร ทำให้ขณะนี้ประเทศไทยกำลังถูกจับตามองจากทั่วโลก ถึงมาตรการในการลดและป้องกันอุบัติเหตุ โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มเสี่ยงหลัก (Vulnerable Road Users) ได้แก่ 1.ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 2.ผู้โดยสารท้ายกระบะ 3.คนเดินและข้ามถนน และ 4.คนขี่จักรยาน
นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลก ด้านการป้องกันอุบัติเหตุ เปิดเผยว่า สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนกับกลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 ของไทย ซึ่งส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มด้อยโอกาสนั้น ค่าเฉลี่ยรวมกันอยู่ที่ ร้อยละ 93 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก โดยมากกว่า ร้อยละ 80 เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รัฐบาลไทยจึงถูกจับตามองว่าจะมีการให้ความสำคัญ และรับผิดชอบต่อผู้ด้อยโอกาสขนาดไหน
ทั้งนี้ จากรายงานขององค์การอนามัยโลก หากวิเคราะห์ตาม 5 เสาหลักความปลอดภัยทางถนน ซึ่งประกอบด้วย การจัดการ รถปลอดภัย ถนนปลอดภัย พฤติกรรมปลอดภัย และการดูแลหลังเกิดเหตุ พบว่าสิ่งที่ประเทศไทยตกมาตรฐานมีอยู่ 2 ด้าน คือ 1.ขาดสถาบันหลักในการจัดการความปลอดภัยทางถนน เพราะแม้มีศูนย์อำนวยการทางถนนแต่การทำงาน เป็นไปในลักษณะของคณะกรรมการ มีการจัดประชุมเดือนละครั้ง จึงไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินยุทธศาสตร์ องค์การอนามัยโลก ชี้ว่าไทยจำเป็นต้องจัดตั้งสถาบันหลัก ที่มีบุคลากรประจำและทำงานเต็มเวลา รวมทั้งมีงบประมาณในการดำเนินงาน ทำหน้าที่เสนอนโยบาย กำกับติดตาม ศึกษาวิเคราะห์เชิงวิชาการ และสืบค้นตรวจสอบเชิงลึก
2.ขาดการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือไทยมีกฎหมายหมวกกันน็อคมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2539 แต่ปัจจุบันผู้ขับขี่ยังใส่หมอกกันน็อคเฉลี่ย ร้อย 40 ขณะที่ผู้โดยสารก็ใส่เพียง ร้อยละ 15 ทั้งที่การตรวจจับผู้ฝ่าฝืนทำได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบ จึงไม่ต้องพูดถึงการการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องมีอุปกรณ์เข้ามาช่วย เช่น การตรวจจับความเร็วที่ในภาพรวมขณะนี้แต่ละจังหวัด มีอุปกรณ์ตรวจจับความเร็วเพียง 1-2 เครื่อง
อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลดและป้องกันอุบัติเหตุ นพ.วิทยา ระบุว่า ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ(นปถ.) ได้เสนอปรับปรุงกฎหมายใหม่ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนรวมกว่า 10 ข้อ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการผลักดันให้มีการบังคับใช้ โดยเฉพาะในเรื่องของการปรับลดความเร็วในเขตเมืองให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยยึดตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดที่ 50 กม./ชม. ซึ่งปัจจุบันไทยกำหนดที่ 80 กม./ชม.
“สาเหตุที่ต้องควบคุมความเร็ว ในเขตเมืองหรือเขตเทศบาลให้ช้าลง เพราะบนท้องถนนในเมืองไม่ได้มีเพียงรถเท่านั้น แต่ยังมีการสัญจรอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนเดินถนน คนขี่จักรยาน หรือแม่ค้ารถเข็น แม้ว่าประเด็นการขับรถให้ช้าลงกว่าปกตินั้น จะถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทย แต่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตของคนไทย ผู้ขับขี่ก็ควรยอมที่จะลดความสะดวกสบายลงบ้าง”
ทั้งนี้ นอกจากการลดลิมิตความเร็วข้างต้นแล้ว คณะกรรมการ นปถ. ยังเสนอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วย อาทิ การคาดเข็มขัดนิรภัยแม้จะนั่งตอนหลังของรถ รวมไปถึงการตรวจจับแอลกอฮอล์ โดยกำหนดค่าตรวจจับลดลงกว่าปกติ กับผู้ที่เพิ่งได้ใบขับขี่ใหม่หรือโดนภาคทัณฑ์ จาก 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็น 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น โดยในเบื้องต้นคาดว่าการเสนอปรับกฎหมายใหม่ในครั้งนี้ น่าจะผ่านการพิจารณาและถูกประกาศบังคับใช้เร็วๆ นี้