วันนี้ (14 ก.ย. 59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปนเปื้อนของแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำ หรือแม่น้ำ คู คลอง ย่อมมีเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียเจือปนอยู่ ซึ่งตาเปล่าไม่สามารถมองเห็นได้ แต่หากเชื้อแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย อาจเกิดการติดเชื้อจนทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้
ล่าสุดนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี เกิดอุบัติเหตุจมน้ำที่บ่อน้ำของมหาวิทยาลัย และได้สำลักน้ำจนติดเชื้อในปอดต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูของโรงพยาบาล และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
แหล่งน้ำตามธรรมชาติทั่วไป จะมีเชื้ออยู่ 2 ประเภท ชนิดแรก คือเชื้อแบคทีเรีย ที่จะเข้าไปทำลายปอด ซึ่งเป็นเชื้อที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น เชื้ออีโคไล และ เชื้อสแตปฟิโลคอคคัส โดยเชื้อจะเข้าไปภายในปอดจากการสำลักน้ำ ทำให้เกิดปอดอักเสบอย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้
อีกประเภทหนึ่ง คือเชื้อปรสิต หรือพาราไซต์ โดยจะไปทำลายระบบสมอง เช่น เชื้ออะมีบ้า หากเกิดการสำลักน้ำ เชื้อจะเข้าไปในโพรงจมูก และขึ้นไปถึงก้านสมองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเชื้อชนิดนี้จะไปกัดกินสมองจนทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน
สำหรับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ จะมีความเข้มข้นของเชื้อโรคที่แตกต่างกัน ซึ่งแหล่งน้ำนิ่ง อย่างเช่น บ่อ และบึง จะมีความเข้มข้นของเชื้อสูง ส่วนแหล่งน้ำที่ไหลเช่น ลำคลอง ความเข้มข้นของเชื้อโรคจะเบาบางกว่า แต่สิ่งสำคัญคือต้องระวังอย่าสำลักเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้
ช่วงเที่ยงทันภัยวันนี้ ฝากเตือนระวังเชื้อโรคที่มากับน้ำ และควรหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำที่สกปรกมากหรือน้ำเน่าเสีย เพราะอาจสำลักน้ำกลืนเอาเชื้อที่ปะปนเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งหากเคราะห์ร้ายเชื้ออาจทำลายปอดและสมอง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้