เวทีแถลงข่าวที่จัดขึ้นกลางตลาดนัดขายข้าว ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เพื่อระดมความคิดเห็นในการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำและข้าวล้นตลาดได้อย่างยั่งยืน หลังจากรัฐบาลได้ออกมาตรชะลอการขายข้าวและลดต้นทุนการผลิต
นายสุทธิกร กิ่งแก้ว อาจารย์ประจำสาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ในระยะยาวจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มในข้าวและพัฒนาคุณภาพข้าวให้มากขึ้น รวมถึงต้องให้ความรู้กับประชาชนว่าข้าวแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อข้าวที่คุณภาพก็จะทำให้มูลค่าข้าวเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนแนวทางระยะสั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นำร่องเปิดพื้นที่การขายข้าวในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่ทุกองค์กรสามารถทำได้ และยังช่วยเผยแพร่ข้อมูลทางออนไลน์เพื่อให้ประชาชนสามาถติดต่อซื้อขายข้าวได้จากชาวนาโดยตรง
ขณะที่รองศาสตราจารย์สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ได้ให้ความเห็นว่า การแก้ปัญหาข้าวล้นตลาดจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต และต้องพิจารณารายละเอียดของแต่ละพื้นที่ให้มีความเหมาะสม ส่วนแนวคิดส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอาจจะทำได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงสภาพพื้นที่นาข้าวแต่ละแห่งอาจไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเสมอไป
สำหรับข้อมูลที่สถาบันคลังสมองของชาติรวบรวมไว้ พบว่า ข้าวเปลือกมีผลผลิตประมาณ 30 ล้านตันต่อปี แต่เมื่อสีเป็นข้าวสารจะได้ประมาณ 25 ล้านตัน ขณะที่ตัวเลขบริโภคในประเทศอยู่ที่ 10 ล้านตัน และส่งออก 10 ล้านตัน ทำให้ในแต่ละปีประเทศไทยยังมีข้าวล้นตลาดอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัน ซึ่งยังไม่มีช่องทางการระบายข้าวได้อย่างเหมาะสม