ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ล่าสุดวันนี้ ยังมีรายงานการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ พร้อมกับรายงานการระบาดของไวรัสรุ่นใหม่ แต่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเท่าที่หน่วยงานตำรวจยุโรปหรือว่า ยูโรโพล คาดการณ์เอาไว้ โดยตอนมีคอมพิวเตอร์ติดไวรัสแล้วไม่ต่ำกว่า 2 แสนเครื่องในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก และยังมีการประกาศเตือนให้เตรียมพร้อมรับมือการโจมตีอีกระลอกในช่วงไม่กี่วันที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่ทราบตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีระบบข้อมูลครั้งนี้ แต่ หน่วยงานตำรวจนานาชาติ ประเมินว่า นี่เป็นการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีการบันทึกมา และดูเหมือนกับว่าจะเป็นการโจมตีแบบเฉพาะเจาะจงด้วย โดยในเอเซีย มีรายงานการระบาดแล้ว 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน อินโดนีเซีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานรัฐบาล และ บริษัทเอกชน โดยพื้นที่ที่มีการระบาดหนักที่สุดคือ ยุโรป โรงพยาบาลในอังกฤษ และ รัสเซีย กระทรวงกลาโหม
สำหรับไวรัสที่ระบาดหนักในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามี WannaCry WCry หรือว่าล่าสุด WanaCrypt0r 2.0 เป็นไวรัสเรียกค่าไถ่ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ถ้าเกิดคอมพิวเตอร์ติดไวรัส หน้าจอจะมีข้อความขึ้นมาว่า ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ถ้าต้องการจะปลดล็อคก็ต้องจ่ายเงิน โดยต้องจ่ายเป็นรูปแบบของบิทคอยน์ เทียบเท่ากับ 10,400 บาท เพื่อปลดล็อกข้อมูล ซึ่งจากข้อมูลของ ยูโรโพล พบว่า มีการจ่ายเงินค่าไถ่ไปแล้วกว่า 860,000 บาท
การที่ไวรัสตัวนี้ระบาดอย่างหนัก เพราะว่า ตัวมันเองเป็น “เวิร์ม” ด้วย หมายความว่า ทันทีที่มันเจาะเข้าระบบได้ มันจะหาช่องทางอื่นเพื่อแพร่ไวรัสต่อไป โดยผู้ที่ออกแบบกลไกของไวรัสตัวนี้ อาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ วินโดวส์ รุ่นเก่า (ถ้าเป็นวินโดวส์ 7 วินโดวส์ 8 จะมีสิทธิติดไวรัสได้) ซึ่งจริงๆ แล้ววิธีที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) คิดค้นขึ้นมา และได้รับความร่วมมือจากไมโครซอฟต์ เพื่อใช้ในการสอบแนมประชาชน ตามที่เป็นข่าวคึกโครมก่อนหน้านี้
หมายความว่า ผู้ที่ออกแบบ เจ้าไวรัสตัวนี้ ใช้วิธีการเดียวกับที่ NSA ออกแบบไว้ ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ได้ข้อมูลตรงนี้มาได้อย่างไร
บริษัท ไมโครซอฟต์ เจ้าของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แนะนำให้ทั่วโลกตื่นตัวจากการโจมตีครั้งนี้ และเพิ่มความเข้มแข็งในระบบป้องกันคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้ใช้ทั่วไปและองค์กรต่างๆ อัพเดทระบบปฏิบัติการเป็นรุ่นล่าสุด