เมื่อวันที่ (9 ก.พ. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สารมลพิษทางอากาศ ที่กรมควบคุมมลพิษรายงานมาตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ กรุงเทพมหานครมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่เขตวังทองหลาง วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก 59 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร จากนั้นขึ้นมาเป็น 67 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องมาที่ 66 ไมโครกรัม 71 ไมโครกรัม 94 ไมโครกรัม และ 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันนี้ 9 กุมภาพันธ์ โดยค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม เมื่อไปดูดัชนีคุณภาพอากาศ จากหน่วยวัดของต่างประเทศ จาก aqicn.org พบว่า มีการรายงานดัชนีคุณภาพอากาศจาก PM 2.5 ของกรุงเทพมหานครที่แตกต่างจากกรมควบคุมมลพิษ โดยเช้าวันนี้ เวลา 6.00 น. ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กของกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 157 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเมื่อเวลา 8.00 น. ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กของกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 160 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ด้านกรมการแพทย์ โดยอธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ ยืนยันว่า ปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะในเขตเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครมีมากขึ้น และหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมีส่วนผสมของก๊าซและอนุภาคที่เล็กมากจะมองไม่เห็นหรือไม่มีกลิ่น ที่มีโรคเรื้อรังหรือผู้ที่สูบบุหรี่จะได้รับผลกระทบมากกว่าคนทั่วไป
ด้านนายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตราชธานี เปิดเผยว่า ผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา จมูก คอ ทางเดินหายใจ ทำให้คันเคืองตา แน่นจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก และทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคปอด โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แสดงอาการมากขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการสัมผัสระยะยาวจะทำให้เกิดมะเร็งหรือไม่
ทั้งนี้การศึกษาพบด้วยว่า แม้ไม่มีอาการ แต่โอโซนจะเข้าไปทำลายเนื้อปอดอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน ผู้ที่เป็นโรคปอดและหัวใจจะเป็นกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กจะทำให้มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีความไวต่อผลของมลพิษทางอากาศ ดังนั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว หากพบอาการผิดปกติต่างๆ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรักษาอย่างทันท่วงที