ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยข้อมูลบนเพจเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ถึงกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์รูปภาพ และข้อความ ระบุว่าตนเองเป็นคนที่ชอบดื่มชาเย็น ชาเขียว และกาแฟมาก โดยดื่มวันละ 2 แก้วแทนน้ำเปล่าติดต่อกันมาเป็ยเวลา 2 ปี ซึ่งเลิกไม่ได้ แล้วตอนนี้ก็เกิดอาการมือชาทั้งสองข้าง เจ็บตามข้อมือตามนิ้ว แขนขาชา หัวใจเต้นเร็ว และไปร้านขายยา เภสัชกรบอกว่าเป็นอาการของคนติดชากาแฟ จึงได้โพสต์เตือนเพื่อนๆให้เลิกกิน ซึ่งก็มีคนในสังคมออนไลน์แชร์เรื่องราวนี้ต่อไปเป็นจำนวนมาก
รศ.ดร.เจษฎา มองว่าการที่มีอาการมือชา เจ็บตามข้อ ไม่น่าจะเกี่ยวดับการดื่มชา หรือ กาแฟ แต่อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ที่เกิดจากโรคต่างๆ ซึ่งควรพบแพทย์มากกว่าปรึกษาเภสัชกร ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ว่า อาการมือเท้าชา เป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นสัญญาณหนึ่งของร่างกายที่บ่งบอกถึง "ความผิดปกติของระบบประสาท" ควรหาสาเหตุก่อนที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงตามมา
โดยทั่วไปแล้ว อาการมือเท้าชาสามารถเกิดได้จากจากการนั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ทั่วถึง อาจเกิดจากมีระดับแร่ธาตุและวิตามินผิดปกติ หรืออาจมีสาเหตุจากโรคบางโรค เช่น โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท งูสวัด เบาหวาน ปวดศีรษะไมเกรน ลมชัก หลอดเลือดสมอง เป็นต้น
จากกรณีที่เกิดขึ้นกับผู้ที่กับผู้โพสต์ อาจต้องเช็คว่าเป็นโรคเบาหวานที่เริ่มเข้าขั้นรุนแรงหรือไม่ เพราะระดับน้ำตาลในเส้นเลือดจะมีผลต่ออาการชาของผู้ป่วยเบาหวานด้วย
ใน “ชา” มีสารชนิดหนึ่งชื่อแทนนิน ซึ่งเป็นตัวทำลายวิตามินบีหนึ่งในอาหารได้ จึงไม่ควรดื่มน้ำชาร่วมกับอาหาร ควรดื่มชาหลังอาหารแล้วสัก 1 ชั่วโมง เพื่อรอให้วิตามินบีหนึ่งได้ดูดซับก่อน ผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 นั้น จะทำให้เป็นโรคเหน็บชา มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดแสบ เสียวในขาและขาไม่มีแรง อารมณ์เสียและหงุดหงิดง่าย แต่ในกรณีที่มีอาการเหน็บชา และเจ็บตามข้อ อาจต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ
ภาพ : AFP
ภาพและข้อมูล : เพจเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์