วันที่ (7 ก.ค.61) นาวาเอก นายแพทย์ คมสัน วุฒิประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ใต้น้ำ กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ เปิดเผยว่า จากที่ติดตามรายงานสภาพอากาศภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อุณหภูมิน้ำในเวลากลางคืนเย็นจัด อยู่ที่ 20-23 องศาเซลเซียส จึงกังวลว่า สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์การดำน้ำเลย และฝึกแบบฉุกเฉิน เพื่อเอาตัวรอดในการดำน้ำ ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเจอภาวะ “โรคน้ำหนีบ”
โรคน้ำหนีบ ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า โรคดีคอมเพรสซั่น ซีคเนส (Decompression Sickness)นายแพทย์คมสัน อธิบายว่า โรคนี้มีอันตรายถึงชีวิต แม้ระดับน้ำในถ้ำไม่ลึกมาก แต่ต้องโผล่ขึ้นผิวน้ำเป็นระยะ ซึ่งถังอากาศที่มีส่วนผสมของก๊าซไนโตรเจนร้อยละ 80 และ ก๊าซออกซิเจนร้อยละ 20 จะทำให้ไนโตรเจนไปเกาะเม็ดเลือด จนไม่สามารถดูซับออกซิเจนได้ ส่งผลให้มีอาการ มึนงง ปวดเมื่อย หมดสติ และเสียชีวิตตามลำดับ
ยิ่งในภาวะน้ำเย็น และต้องปีนป่ายมุดถ้ำ คนดำน้ำจะยิ่งหายใจแรงขึ้น เพื่อดึงอากาศจากถังเข้าปอด จะทำให้อัตราเร่งการเกิดโรคน้ำหนีบสูงขึ้นด้วย
ด้านนายณริศ ศรศรีวิวัฒน์ ครูสอนดำน้ำ บอกว่า แรงดันอากาศในน้ำจะเปลี่ยนทุก 1 บาร์ ตามระยะความลึกหรือความสูงต่างกัน 10 เมตร ซึ่งถ้ำหลวงฯ สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 450 เมตร นั่นหมายความว่า แรงดันอากาศน้ำในถ้ำหลวงมีสูงถึง 45 บาร์ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่อยู่ในระดับต้องเฝ้าระวังภาวะอันตราย
แต่นายณริศเชื่อว่าทีมซีลและนักกู้ภัยในถ้ำใต้น้ำ จะผ่านจุดวิกฤติไม่ให้เด็กเกิดโรคนี้ได้ ถ้าดำตามตารางดำน้ำ โดยไม่มีสถานการณ์บีบรัดให้ปฏิบัตินอกเหนือจากหลักการ