สื่อต่างประเทศต่างให้ความสนใจการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชารอบใหม่ ภายหลังทั้ง 2 ประเทศได้ลงนามในปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ไปแล้ว แต่ในช่วงแรกสื่อต่างชาติได้เลือกการพาดหัวข่าวไปในเชิงว่า ไทยนั้นเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีทางอากาศก่อน จนเกิดคำถามจากสาธารณชนว่า เหตุใดสื่อต่างประเทศจึงพาดหัวเช่นนั้น และกระทรวงการต่างประเทศของไทยทำไมถึงไม่ชี้แจงอย่างทันท่วงที
ทีมข่าวต่างประเทศของ PPTV จึงได้พูดคุยกับนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์ว่า เหตุใดการสื่อสารกับประชาคมโลกของไทยจึงเป็นได้ช้ากว่ากัมพูชา ซึ่งนักวิชาการชี้ว่า ระบบราชการของไทยนั้นเป็น "จุดบอด" ในการสื่อสาร
โดยหลังเกิดเหตุปะทะ 7 ธ.ค. แล้วต่อมา วันที่ 8 ธ.ค. กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้บรรยายสรุปต่อคณะทูตโดยยืนยันว่า กัมพูชานั้นเปิดฉากยิงไทยก่อน และการโจมตีทางอากาศเป็นการใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง
อย่างไรก็ตาม การบรรยายสรุปที่นำโดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย เกิดขึ้นหลังจากการปะทะทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชา เกิดขึ้นไปแล้วมากกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งถูกตั้งคำถามถึง "ความทันท่วงที" ในการชี้แจงต่อประชาคมโลกถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมานั้น นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นรอบแรกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากมองว่า ไทยเสียท่าให้กับกัมพูชา ในการนำเสนอข้อเท็จจริงให้ชาวโลกได้ทราบ เพราะสื่อสารที่ทำได้ช้ากว่ากัมพูชา
ศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปรียบเทียบโครงสร้างการสื่อสารในความขัดแย้งด้านพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยชี้ว่า กัมพูชามีโครงสร้างการสื่อสารแบบ "รวมศูนย์" ที่รวมเอาทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ และสื่อ มาอยู่ในร่มคำสั่งการของฮุน เซนแต่เพียงผู้เดียว
ซึ่งนั่นทำให้กัมพูชาสามารถปั่นกระแสจากข่าวปลอม รีบประโคมข่าวผ่านเครือข่ายทั้งในและนอกประเทศได้อย่างรวดเร็ว และการที่ตระกูลฮุนควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้ข่าวออกมาเป็น "บทเดียว" กันหมด
ในทางตรงกันข้าม รศ.ดร.ดุลยภาคมองกระทรวงการต่างประเทศของไทยว่าดำเนินการสื่อสารแบบ "ระบบราชการ" ทำให้ต้องทำงานแบบเป็นขั้นตอน ซึ่งไม่ได้เน้นความรวดเร็ว แต่ต้องมีความครบถ้วนตามกระบวนการ
รศ.ดร.ดุลยภาคชี้ว่า ไทยจำเป็นที่จะต้องแก้ไขจุดบอดเหล่านี้ ซึ่งทางรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ได้เคยประกาศนโยบาย "การทูตเชิงรุก" ไปแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี หากเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมา ดังนั้น กระทรวงต่างประเทศของไทยจะต้องมองการจัดตั้งภาคีพันธมิตรกับทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ ติดต่อป้อนข้อมูลไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่เฉพาะกิจแบบที่เป็นมา ทำให้เป็นยุทธศาสตร์การสื่อสารในระยะยาว