วันที่ 8 พ.ค. 2569 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ชี้แจงกรณี นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” กับมาดามเก่ง ผ่านรายการ “เปิดโต๊ะข่าว” ว่า ประเด็นเรื่องนี้ คือมีการทำสัญญารวมมูลหนี้ทั้งหมด แล้วมีการนำของมาค้ำประกัน ซึ่งการทำสัญญาดังกล่าวไม่ได้ห้ามเรื่องการฟ้องอาญาจึงทำให้มีการฟ้องร้องได้ แต่กรณีนี้ปัญหาน่าจะเกิดจากการหลอกว่าพระที่นำมาค้ำประกันมูลค่า 400-500 ล้านบาท
แต่เมื่อมาดามเก่งได้นำพระชุดดังกล่าวไปตรวจสอบกับสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย ก็มีการตีราคากลางในวันที่ทำสัญาแค่ประมาณ 40 ล้านบาท จึงเป็นการทำสัญญาที่โกงเจ้าหน้า เป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ก็ถือเป็นการฉ้อโกงเหมือนกัน
ส่วนกรณี “โทน บางแค” อ้างว่าราคาพระสวิงขึ้นลงได้นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า อันนี้เป็นเหลี่ยมเซียนพระ ซึ่งตนก็เล่นพระเหมือนกัน แต่พระทุกองค์จะมีราคากลางเป็นที่รู้กันว่าเล่นกันเท่าไหร่ สภาพแบบนี้ สวยแบบนี้ ซึ่งคนที่อยู่ในวงการพระรู้อยู่แล้วว่าพระประเภทนี้ราคาเท่าไหร่ ซึ่งการที่โทน บางแค ตีราคาพระเอง เป็นการตีราคาตามใจตัวเอง ส่วนการที่โทน บางแค บอกว่ามีเซียนพระอีกคนร่วมตีราคาด้วยนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า ใครเกี่ยวข้องด้วย แล้วมีความเชื่อมโยง หรือรู้เห็นเป็นใจก็จะต้องโดนด้วย
“เมื่อว่ากันเรื่องกฎหมาย เราต้องเอากฎหมายมาตั้งว่าใครผิดใครถูก ซึ่งใครมาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ผมถือว่าเป็นขบวนการต้มตุ๋นหลอกลวง เรียกว่ามาดามเก่งตอนนี้เหมือนอยู่ในขบวนการต้มควาย ไม่รู้ว่าคนใกล้ชิด คนรอบข้าง คนสนิท มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะทุกคนมีผลประโยชน์” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
ส่วนกรณีช่วยมาดามเก่งทวงหนี้นั้น ยืนยันว่าตนไม่ใช่นักทวงหนี้ เพราะเป็นตำรวจ เราพูดในกรอบกฎหมายคดีอาญา ซึ่งการเข้ามาของโทนบางแค เป็นเจตนาของเขาตั้งแต่แรก ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาก็พยายามคุยกับตน แต่ตนก็บอกให้เขาไปคุยกันเอง และวันที่มีการเข้ามาพบตนนั้น ก็มีทนายความกับโทนบางแคเข้ามา และตนก็ได้บอกทางมาดามเก่งไว้ว่าโทนบางแคจะเข้ามาพบตนในวันนี้ ซึ่งการพูดคุยตอนแรกเป็นการคุยระหว่างตนกับโทนบางแคและทนายความ แต่ตนรู้สึกว่าข้อเท็จจริงไม่ตรงกันเลยเสนอให้โทนบางแคคุยกับมาดามเก่งโดยตรง
ซึ่งก่อนหน้านี้โทนบางแคกัยมาดามเก่งมีการพูดคุยกันหลายรอบแล้ว แต่โทนบางแคก็อ้างว่าขายทรัพย์สินไปหมดแล้ว แต่วันนั้นมาดามเก่งก็เอาข้อมูลที่เซิร์ทได้จากเฟซบุ๊กมาแสดงว่าโทนบางแคยังมีทรัพย์สินอื่นๆ อยู่อีกทั้ง เพชร ทอง พระ รถ ทะเบียนรถ กระเป๋าแบรนด์เนมมากางให้ดู แต่วันนี้การเจรจากันก็เป็นไปด้วยดี โดยมีการแบ่งหนี้ 3 ยอด ยอดแรกที่เอาตึกค้ำประกัน ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ส่วนยอดสอง 180 ล้านที่เอาพระค้ำประกัน แต่ราคาพระแค่ 40 กว่าล้านก็คือไม่เป็นธรรมกับเขา และยอดที่สาม 66 ล้านและเอาพระค้ำประกันเหมือนกัน แต่มีมูลค่าประมาณ 20 ล้าน ซึ่งก็เป็นการเช็คราคาที่วงการพระเช่ากันโดยทั่วไป
ทั้งนี้การเจรจากันในวันนั้น ไม่มีการทวงหนี้กัน ถึงขั้นบอกว่าหากพระที่นำมาค้ำประกันที่โทนบางแคอ้างว่าราคา 400-500 ล้านนั้น ก็ให้โทนบางแคเอาไปขายเลยถ้าได้กำไรมากกว่านั้นก็ให้โทนเอาไปเลย และให้หาทรัพย์สินอย่างอื่นเอามาค้ำประกันแทนได้ ซึ่งไม่ใช่การพูดคุยบังคับขู่เข็นว่าต้องจ่าย และในการพูคคุยวันนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาไปพูดคุยกับใครหรือไม่ หรือมีใครยุยงหรือไม่ ทำไมออกมาเป็นแบบนี้