เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ผู้บัญชาการเรือนจำ จะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้ ต้องช่วยกันแก้ปัญหาโควิดที่ระบาดในเรือนจำตอนนี้ หากไม่ช่วยกัน จะมีบทลงโทษ เบื้องต้น นายสมศักดิ์ ออกมาตรการ 10 ข้อ เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดโควิด เช่น ระบุว่า กรมราชทัณฑ์ต้องแถลงตัวเลขผู้ต้องขัง ที่ตรวจเชิงรุก ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ แจ้งญาติผู้ต้องขังให้รับทราบ ต้องเฝ้าดูอาการของผู้ต้องขังที่ติดเชื้อ หรือ เป็นไขตลอดเวลา ไม่มีวันหยุด
เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา รวมถึงย้ำว่าตอนนี้อยู่ระหว่างประสานกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอ ยาฟาราพิราเวียร์ ฟ้าทะลายโจร รวมถึง ขอให้ผู้ต้องขังและผู้คุมที่ไม่ติดเชื้อโควิด ได้รับการฉีดวัคซีน เป็นต้น
ทั้งนี้นายสมศักดิ์ ระบุอีกว่า การขอวัคซีนกับกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการไปตั้งแต่ 1 เมษายน แล้ว โดยขอไปทั้งหมด 3 แสนโดส แต่เมื่อถามว่า จะได้วัคซีนเมื่อไหร่ ซึ่งยังตอบไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข พร้อมบอกสื่อมวลชนว่า ช่วยไปตามหน่อย
นอกจากนี้ยังพูดถึงแนวทางที่เตรียมพร้อมกรณีวัคซีนไม่เพียงพอ หรือ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น นายสมศักดิ์ บอกว่า จะพิจารณา พักโทษในรูปแบบพิเศษ เช่น การติดกำไลEMให้ผู้ต้องขัง ส่วนจะมีเกณฑ์อย่างไรบ้าง ยังอยู่ระหว่างพิจารณา
ขณะก่อนหน้านี้ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย นพ.วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมราชทัณฑ์ (ศบค.รท.) แถลงข่าวผ่านเฟซบุ๊ก ย้ำสาเหตุที่ทำให้การติดเชื้อโควิดในเรือนจำแพร่กระจายรวดเร็ว ว่าเป็นเพราะ ผู้ต้องขังแต่ละเรือนจำมีจำนวนมาก อยู่ในสภาพ นักโทษล้นคุก แม้จะมีการอภัยโทษกลุ่มผู้ต้องขังไปก่อนหน้านี้แล้วหลายหมื่นคน แต่ตอนนี้ ยอดรวมผู้ต้องขังยังสูงอยู่ที่ 311,540 คน
พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรือนจำส่วนใหญ่ที่พบการระบาด เป็นเรือนจำ “พิเศษ” ที่รับผู้ต้องขังเข้าใหม่ รวมถึงเป็นเรือนจำที่ ผู้ต้องขังมักต้องเดินทางไปขึ้นศาล ทำให้พบปะกับคนอื่น แม้ในเรือนจำจะมีมาตรการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา แต่ก็ต้องยอมรับว่า การปฎิบัติจริงทำไม่ได้
ส่วนแนวทางการแก้ปัญหา นายอายุตม์ บอกว่า หลังพบการระบาดของโควิด มีการตรวจเชิงรุก ปูพรม 100% ต่อเนื่อง และ กำลังประสานเพื่อออกมาตรการคุมเข้มเพิ่มเติม ทั้งการเตรียมจุดตั้งเจลล้างมือ เติมคลอรีนลงในบ่ออาบน้ำของผู้ต้องขัง จัดให้มีการใช้สบู่เหลว หากพบว่ามีผู้ต้องขังป่วยเป็นไข้หวัดสั่งการให้ผู้คุมจ่ายยาฟ้าทะลายโจร / รวมถึงสั่งให้จัดออกกำลังกาย ในเรือนจำ แยกผู้ต้องขังที่มีอาการป่วยไข้หวัดออกจากผู้ต้องขังอื่น ส่วนเจ้าหน้าที่เรือนจำกว่า 13,000 คน มีการสั่งการให้ SWAB ตรวจหาเชื้อโควิดทุก 7 วัน
ขณะที่โลกออนไลน์ แห่แชร์เอกสารด่วนที่สุดของกรมราชทัณฑ์ เป็นเอกสารจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ดำเนินการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 วงเงิน 750,000 บ. ในเอกสารระบุว่าจะนำไปซื้อ หน้ากากอนามัย/ แอลกอฮอล์ทำความสะอาดแผล และ ฆ่าเชื้อโรค ถุงมือยางใช้แล้วทิ้ง ชุด PPE เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟาเรด เจลแอลกอฮอล์ล้างมือและ น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่ฆ่าเชื้อโรค แจกจ่ายให้ เรือนจำ 142 แห่ง มีการตั้งคำภามว่างบประมาณเพียงพอหรือไม่ เพราะหากหารเฉลี่ยออกมาเรือนจำ 142 แห่งทั่วประเทศ จะได้งบเฉลี่ยเรือนจำละ 5,281 บ.