นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์ทางสังคม กรมสุขภาพจิต พบว่า ประชาชนบางส่วนมีแนวโน้มใช้พฤติกรรมรุนแรงหรือแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว และมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ สถานการณ์พลังงาน ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน ผลกระทบปรากฏทั้งต่ออารมณ์ส่วนบุคคล เช่น หงุดหงิด โกรธง่าย ท้อแท้ วิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือเบื่ออาหาร
และต่อพฤติกรรมทางสังคม เช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางสังคม การตัดสินใจหุนหันพลันแล่น ความตึงเครียดในครอบครัว และความเครียดในชุมชน ส่งผลให้ความสามารถในการรับมือความเครียดลดลง หากปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้ครอบงำ อาจทำให้เกิดความกังวลสะสมอารมณ์แปรปรวนเรื้อรัง และกระทบต่อสุขภาพจิต รวมถึงความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และสังคมโดยรวม ดังนั้น เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและความผันผวนของสถานการณ์โลกได้อย่างปลอดภัย ประชาชนควรเตรียมความพร้อมทางจิตใจ สังเกตอารมณ์ของตนเอง และวางแผนรับมือสถานการณ์ล่วงหน้าอย่างรอบด้าน
เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและความผันผวนของโลกได้อย่างปลอดภัย กรมสุขภาพจิตแนะนำแนวทางปฏิบัติในการดูแลสุขภาพจิต
- สำรวจใจ สังเกตอารมณ์ของตนเอง เปรียบเทียบความโกรธหรือความเครียดกับอารมณ์พื้นฐาน เพื่อรับรู้สัญญาณเตือนล่วงหน้า
- จัดการอารมณ์และพฤติกรรม ทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น หายใจลึก ๆ ออกกำลังกาย ฟังเพลง หรือทำงานอดิเรก
- พูดคุยกับคนรอบข้าง แลกเปลี่ยนความรู้สึกกับครอบครัว เพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อคลายความกังวล
- วางแผนรับมือเหตุการณ์ เตรียมตัวล่วงหน้าในหลายด้าน เช่น การเงิน การใช้ชีวิตการทำงาน และการเดินทาง เช่น วางแผนค่าใช้จ่าย สำรองเงินฉุกเฉิน จัดกิจวัตรให้สมดุล พักผ่อนเพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม จัดลำดับงาน สำรองข้อมูล วางแผนทำงานจากระยะไกล และตรวจสอบสภาพอากาศหรือสภาพการจราจรก่อนเดินทางและ
ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น เพราะหากอารมณ์เกินกำลังควบคุม สามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพกายควบคู่กับสุขภาพใจ เช่น การพักผ่อนเพียงพอ การรับประทานอาหารสมดุล การทำกิจกรรมผ่อนคลาย และจำกัดการเสพข่าวที่ทำให้เครียดเกินไป จะช่วยให้ประชาชนมั่นคงทางใจ สามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพจิตดี