นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะ PURPLE Crying ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทารกบางคนร้องไห้มากผิดปกติ แม้จะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม หลายครอบครัวอาจเคยเผชิญสถานการณ์ที่ลูกกินนมแล้ว อุ้มแล้ว เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว แต่ยังร้องไห้ไม่หยุด จนเกิดคำถามว่าลูกป่วยหรือไม่ แพ้นมหรือเปล่า หรือพ่อแม่กำลังเลี้ยงดูลูกผิดวิธีหรือไม่
ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ทารกประมาณ 1 ใน 4 คน จะมีช่วงเวลาที่ร้องไห้มากผิดปกติ ทั้งที่มีสุขภาพแข็งแรงดี และส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่ออายุมากขึ้น
จาก “โคลิค” สู่ความเข้าใจใหม่เรื่อง PURPLE Crying
ในอดีต ภาวะดังกล่าวมักถูกเรียกว่า “โคลิค” (Colic) แต่ปัจจุบันมีการใช้คำว่า PURPLE Crying มากขึ้น เนื่องจากคำว่าโคลิคอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าเด็กกำลังปวดท้องหรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ความจริงแล้ว เด็กส่วนใหญ่อาจไม่ได้มีอาการปวดท้องแต่อย่างใด แต่การร้องไห้ในช่วงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติของทารก
PURPLE Crying คืออะไร?
คำว่า PURPLE เป็นตัวย่อที่ใช้อธิบายลักษณะการร้องไห้ของทารก ดังนี้
- P – Period & Peak of Crying การร้องไห้มีช่วงเวลาและมักมีจุดพีค โดยส่วนใหญ่มักเริ่มร้องมากขึ้นเมื่ออายุประมาณ 3 สัปดาห์ และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่ออายุประมาณ 3 เดือน
- U – Unexpected ลูกร้องไห้แบบคาดเดาไม่ได้ แม้จะกินอิ่ม เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว หรือกำลังถูกอุ้มอยู่ก็ตาม
- R – Resists Soothing ปลอบได้ยาก แม้จะอุ้ม เดินกล่อม หรือให้นมแล้วก็ตาม
- P – Pain-like Face เด็กอาจทำสีหน้าเหมือนกำลังเจ็บปวด ทั้งที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยหรือโรคซ่อนอยู่
- L – Long-lasting บางรายอาจร้องไห้นานหลายชั่วโมงต่อวัน
- E – Evening มักร้องมากในช่วงเย็นหรือช่วงค่ำ ซึ่งมักเป็นเวลาที่พ่อแม่เหนื่อยล้าที่สุดพอดี
เทคนิค 5S ช่วยปลอบลูกให้สงบลง
แพทย์แนะนำเทคนิคที่เรียกว่า 5S ซึ่งอาจช่วยให้ทารกบางรายสงบลงได้ ได้แก่
- Swaddling ห่อตัวลูกด้วยผ้าบาง ๆ ให้กระชับพอดี คล้ายกับความรู้สึกขณะอยู่ในครรภ์
- Side or Stomach Position ขณะอุ้มปลอบ อาจลองอุ้มในท่าตะแคงหรือคว่ำบนแขนผู้ดูแล แต่เมื่อต้องนอนควรให้ลูกนอนหงายเสมอ
- Shushing ทำเสียง "ชู่ว์" หรือเปิดเสียง White Noise โดยอาจต้องดังพอที่จะกลบเสียงร้องของลูก
- Swinging ประคองศีรษะและลำคอให้มั่นคง แล้วโยกตัวเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
- Sucking ให้ลูกดูดจุกนมหลอก เต้านม หรือดูดนิ้วที่สะอาด เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
แม้ว่าวิธีเหล่านี้อาจไม่ได้ผลกับเด็กทุกคน แต่หลายครอบครัวพบว่าสามารถช่วยให้ลูกสงบลงได้
จำเป็นต้องเปลี่ยนนมหรือไม่?
หมอม็อด ระบุว่าข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันพบว่า ในเด็กส่วนใหญ่ การเปลี่ยนนมหรืองดอาหารบางชนิดของมารดาไม่ได้ช่วยลดอาการร้องไห้ ยกเว้นในบางกรณีที่แพทย์สงสัยโรคเฉพาะ เช่น ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว ดังนั้นก่อนตัดสินใจเปลี่ยนนมหลายยี่ห้อ ควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อน
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เด็ก แต่รวมถึงพ่อแม่ด้วย
การดูแลทารกที่ร้องไห้ไม่หยุดเป็นเรื่องที่เหนื่อยและกดดันอย่างมาก หลายคนรู้สึกผิด หรือคิดว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีพอ แพทย์ย้ำว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่รักลูกน้อยลง หากวันใดรู้สึกว่ารับมือไม่ไหว ควรวางลูกไว้ในสถานที่ปลอดภัย เช่น เปลเด็กหรือเบาะที่เหมาะสม แล้วออกมาพักหายใจลึก ๆ สักครู่ หรือขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัว เพราะบางครั้งคนที่ต้องการการดูแลไม่แพ้ลูกก็คือพ่อแม่เช่นกัน
ลูกร้องไห้ไม่หยุด ไม่ได้แปลว่าป่วยเสมอไป
สิ่งที่พ่อแม่ควรจดจำไว้คือ “ลูกที่ร้องไห้ไม่หยุด ไม่ได้แปลว่าเขาป่วยเสมอไป และไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ทำอะไรผิด” เด็กบางคนเพียงกำลังเติบโตผ่านช่วงเวลาที่เรียกว่า PURPLE Crying ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะค่อย ๆ ผ่านพ้นไปตามวัย และเมื่อเติบโตขึ้น จากที่เคยร้องไห้กลางดึก อาจเปลี่ยนมาเป็นการเถียงพ่อแม่แทนก็ได้