"พระเจ้าท้ายสระ" ผู้เวนคืนราชสมบัติ ต้นเหตุสงครามชิงบัลลังก์อโยธยา


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เปิดพระราชประวัติ "พระเจ้าท้ายสระ" กษัตริย์ผู้ผ่านยุคไข้ทรพิษ ก่อนเวนคืนราชสมบัติในบั้นปลาย ต้นเหตุสงครามชิงบัลลังก์กลางเมืองอโยธยา

ตัวละครจากเรื่อง "พรหมลิขิต" ภาคต่อจากละครบุพเพสันนิวาส ที่น่าจับตาและมีบทบาทสำคัญ นอกจากจะมีทั้งพระเพทราชา และพระเจ้าเสือแล้ว อีกหนึ่งตัวละครที่มีบทบาทสำคัญ ผู้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแย่งชิงบัลลังก์อีกครั้งหนึ่ง คือ สมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ หรือ “พระเจ้าท้ายสระ”

พระเจ้าท้ายสระ เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 30 แห่งอาณาจักรอยุธยา และเป็นพระองค์ที่สามแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ราชวงศ์สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2251 ถึง พ.ศ. 2275

ไล่เลียงลำดับ กษัตริย์อยุธยา “พระนารายณ์-พระเพทราชา” อยู่ในช่วงไหน?

พระราชประวัติ "พระเจ้าเสือ" ราชาผู้น่าเกรงขาม ปกครองอยุธยากว่า 5 ปี

"เจ้าฟ้าพร" หรือ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ" กษัตริย์ยุคชิงราชสมบัติ ผู้ฟื้นฟูพุทธศาสนา

 

พระราชสมภพและการขึ้นครองราชย์

พระเจ้าท้ายสระ มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าเพชร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปีมะแม พ.ศ. 2221 ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าเสือ กับพระอัครมเหสีพระนามว่าสมเด็จพระพันวษา มีพระอนุชาและพระกนิษฐาร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าพร และเจ้าฟ้าหญิงไม่ทราบพระนาม

พระองค์ประสูติตั้งแต่พระราชบิดา (พระเจ้าเสือ) เป็นขุนนางในตำแหน่งออกหลวงสรศักดิ์ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ หลังจากพระอัยกา (พระเพทราชา) ทรงครองราชย์และแต่งตั้งพระเจ้าเสือเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ทำให้สมเด็จพระที่นั่งท้ายสระได้เป็นเชื้อพระวงศ์ และได้พระนามว่า “สุรินทกุมาร”

ต่อมาเมื่อพระเจ้าเสือสวรรคตในปี พ.ศ. 2251 จึงขึ้นครองราชย์ เฉลิมพระนามว่า “พระเจ้าภูมินทราชา” แต่ประชาชนมักออกพระนามว่า “พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ” ต่อมาทรงสถาปนาพระบัณฑูรน้อย เจ้าฟ้าพร พระราชอนุชา (น้องชาย) เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

 

ที่มาพระนาม “ท้ายสระ”

สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ มาจากนามของ “พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์” ซึ่งพระองค์ใช้เป็นประทับประจำพระองค์ อันอยู่ข้างสระน้ำท้ายพระราชวัง จึงเป็นที่มาของพระนาม “พระเจ้าท้ายสระ”

“ไข้ทรพิษระบาด” เหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยของพระองค์

เมื่อ พ.ศ. 2255 เกิดไข้ทรพิษ (หรือโรคฝีดาษ) ระบาดในรัชกาลพระองค์ กินระยะเวลายาวนานไม่ต่ำกว่า 5-6 เดือน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ล้มตายเป็นจำนวนมาก และระหว่างเกิดไข้ทรพิษระบาด ก็ยังเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง โดยเฉพาะข้าว ที่มีราคาแพงสุดจนแทบหาซื้อไม่ได้ แม้ว่าในรัชกาลพระองค์จะเคยเป็นยุครุ่งเรืองในการค้าข้าวและยังมีราคาถูกที่สุดเพียงเกวียนละ 7 บาทกว่าก็ตาม

เหตุการณ์ดังกล่าว ปรากฏหลักฐานชั้นต้นในจดหมายมองซอเออร์เดอซีเซ ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ วันที่ ๑๔ เดือนธันวาคม ค.ศ. 1712 (พ.ศ. 2255) และจดหมายของมองซิเออร์เดอบูร์ ถึงมองซิเออร์เตเชีย วันที่ 10 เดือนกันยายน ค.ศ. 1713 (พ.ศ. 2256) ความว่า

“เมื่อต้นปีนี้ได้เกิดไข้ทรพิษขึ้น ซึ่งกระทำให้พลเมืองล้มตายไปครึ่งหนึ่ง ทั้งการที่ข้าวยากหมากแพงก็ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก ตามปกติในปีก่อนๆ ข้าวที่เคยซื้อกันได้ราคา ๑ เหรียญนั้น บัดนี้ ๑๐ เหรียญ ก็ยังหาซื้อเกือบไม่ได้”

 

พระราชกรณียกิจ

ในรัชสมัยของพระองค์ มีการขุดคลองสำคัญอันเป็นเส้นทางคมนาคม คือ "คลองมหาไชย" และ "คลองเกร็ดน้อย" มีการแข่งกันสร้างวัด ระหว่างพระองค์กับพระอนุชา คือ วัดมเหยงคณ์และวัดกุฎีดาว มีการเคลื่อนย้ายพระนอนองค์ใหญ่ของวัดป่าโมกเพื่อให้พ้นจากการถูกน้ำเซาะตลิ่ง เป็นต้น

ในด้านการต่างประเทศ มีการส่งราชทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศจีนถึง 4 ครั้ง ทำให้การค้าขายระหว่างสยามกับจีนขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2244 เกิดความวุ่นวายในประเทศกัมพูชา อันเนื่องจากการแย่งราชสมบัติระหว่าง นักเสด็จ กับนักแก้วฟ้าสะจอง นักเสด็จขอเข้ามาอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ส่วนพระแก้วฟ้านักสะจองผู้เป็นอนุชาฝักใฝ่อยู่กับฝ่ายญวน ซึ่งพยายามแผ่อำนาจเข้าไปในเขมร พระองค์ได้ส่งกองทัพกรุงศรีอยุธยาเข้าไปถึงเมืองอุดงมีชัย เมืองหลวงของดัมพูชาในขณะนั้น และได้เกลี้ยกล่อมให้นักแก้วฟ้าสะจอง กลับมาอ่อนน้อมต่ออยุธยา เขมรจึงมีฐานะเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยาเช่นแต่ก่อน

นอกจากนี้ มิชชันนารีคาทอลิกคือมุขนายกหลุยส์ ลาโน ได้พิมพ์เผยแพร่หนังสือชื่อ “ปุจฉาวิสัชนา” มีเนื้อหาเปรียบเทียบศาสนาคริสต์กับศาสนาพุทธ ชี้ให้เห็นความเหนือกว่าของศาสนาคริสต์ ดูหมิ่นพุทธศาสนา ทันทีหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่เป็นครั้งแรก ก็สร้างความไม่พอใจให้กับราชการไทย

พระเจ้าท้ายสระ ทรงเรียกบาทหลวง 3 คนขึ้นศาลไต่สวน จากนั้นมีพระราชโองการห้ามไม่ให้ใช้ภาษาไทยในการเผยแพร่ศาสนา ห้ามคนไทย มอญ และลาวเข้ารีตศาสนาคริสต์ และห้ามมิให้มิชชันนารี ติเตียนศาสนาของคนไทย มิชชันนารีที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกเฆี่ยนแล้วเนรเทศ

การแย่งชิงราชบัลลังก์หลังเสด็จสวรรคต

เมื่อคราวพระเจ้าท้ายสระทรงพระประชวร ยังไม่ได้เสด็จสวรรคต จึงมีพระบรมราชโองการตรัสมอบเวนราชสมบัติคืนจากเจ้าฟ้าพร ยกราชสมบัติแก่เจ้าฟ้าอภัย (พระราชโอรสองค์รอง) แทน เป็นเหตุให้ เจ้าฟ้าพรทรงไม่พอพระทัย และเตรียมซ่องสุมกองกำลังไว้ ด้านเจ้าฟ้าอภัยทราบดีว่าเจ้าฟ้าพรต้องไม่พอพระทัยเป็นแน่ จึงรับสั่งให้เตรียมกำลังไว้เช่นกัน

ทั้งเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าพร ต่างรอเวลาที่พระเจ้าท้ายสระเสด็จสวรรคตลงเท่านั้น ไม่นานนักอาการพระประชวรแย่ลงจนแพทย์หลวงไม่สามารถวายการรักษาได้ พระเจ้าท้ายสระจึงเสด็จสวรรคตลงในปีพ.ศ. 2275

หลังพระเจ้าท้ายสระเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าอภัยพระราชโอรสซึ่งอ้างสิทธิในราชสมบัติ และเจ้าฟ้าปรเมศร์พระอนุชาของเจ้าฟ้าอภัย ได้สู้รบกับเจ้าฟ้าพรพระอนุชาของพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเจ้าอาของเจ้าฟ้าอภัยกับเจ้าฟ้าปรเมศร์ จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ในที่สุด เจ้าฟ้าพรเป็นฝ่ายชนะ และได้รับสถาปนาเป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ”

ข้อสันนิษฐานสาเหตุการสวรรคต

จดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งรกรากที่กรุงศรีอยุธยา เขียนโดยบาทหลวงเอเดรียง โลเน พร้อมรวบรวม และจัดพิมพ์เมื่อพ.ศ. 2463 และได้อรุณ อมาตยกุล เป็นผู้แปล ระบุว่า สมเด็จพระที่นั่งท้ายสระประชวรมีฝีในพระโอษฐ์หรือพระศอ

ขณะที่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) บันทึกไว้ว่า พระองค์ประชวรที่พระชิวหา (ลิ้น) จึงมีข้อสันนิษฐานว่า พระองค์อาจเป็นมะเร็งช่องปาก พระองค์ประชวรด้วยพระโรคนี้เป็นเวลานานจนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2275 ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์

 

ภาพจาก Blogspot / Wikipedia / อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

เรียกร้องถอดสัญชาติ เบนเซม่า ยึดบัลลงดอร์ หลังเชื่อมโยงกลุ่มก่อการร้าย

พยากรณ์ล่วงหน้า 24 ต.ค. - 2 พ.ย. ฝนปนอากาศเย็น นับถอยหลังฤดูหนาว!

อุตุฯ ประกาศฉบับที่ 6 พายุโซนร้อน “ซันปา”

TOP ไลฟ์สไตล์
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ