ฤดูฝนคือช่วงเวลาปราบเซียนสำหรับนักเดินป่า ภาพของทุ่งหญ้าสีเขียวขจีและทะเลหมอกหนาตา มักจะแลกมาด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนและพายุฝนที่พร้อมจะโหมกระหน่ำได้ทุกเมื่อ หลายคนที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าวงการเดินป่ามักทำพลาดด้วยการซื้อ "เสื้อกันฝนพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง" หรือเสื้อกันฝนราคาประหยัดมาใช้งาน ซึ่งแม้ว่ามันจะป้องกันน้ำฝนจากภายนอกได้ 100% แต่มันกลับกักเก็บ "ความร้อนและไอเหงื่อ" ของคุณไว้ด้านในอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อคุณต้องแบกเป้หนักๆ เดินขึ้นเขา ร่างกายจะผลิตเหงื่อออกมามหาศาล เสื้อกันฝนที่ระบายอากาศไม่ได้จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็น "ห้องอบซาวน่าเคลื่อนที่" ทำให้เสื้อผ้าด้านในของคุณเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ และเมื่อฝนหยุดตกหรืออากาศบนยอดเขาเย็นลง ความเปียกชื้นเหล่านั้นจะดึงอุณหภูมิออกจากร่างกาย นำไปสู่ "ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ" ซึ่งเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตนักเดินป่ามาแล้วมากมาย เมื่ออุณหภูมิแกนกลางร่างกายลดต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส ระบบประสาทและหัวใจจะล้มเหลว ดังนั้น เสื้อกันฝนที่คุณต้องการ ไม่ใช่แค่เสื้อพลาสติก แต่คือเทคโนโลยีวิศวกรรมสิ่งทอขั้นสูง!
วิทยาศาสตร์ของเสื้อกันฝน ทำความรู้จัก "Waterproof & Breathable"
ความลับของเสื้อกันฝนระดับโลกที่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักหมื่น อยู่ที่แผ่นฟิล์มบางๆ ที่แทรกอยู่ระหว่างชั้นผ้า เรียกว่า "Membrane" (เมมเบรน) เทคโนโลยีนี้ทำงานด้วยหลักการทางฟิสิกส์ที่น่าทึ่ง นั่นคือการสร้างรูพรุนขนาดเล็กจิ๋ว ที่มีขนาดเล็กกว่า "หยดน้ำฝน" หลายหมื่นเท่า ทำให้น้ำฝนไม่สามารถซึมผ่านเข้ามาได้ แต่ในขณะเดียวกัน รูพรุนเหล่านี้ก็มีขนาดใหญ่กว่า "โมเลกุลของไอน้ำ" ทำให้ไอเหงื่อที่เราขับออกมาสามารถระเหยทะลุฟิล์มออกสู่ภายนอกได้
เวลาที่เราพลิกดูสเปกของเสื้อกันฝนเดินป่า เราจะต้องให้ความสำคัญกับตัวเลข 2 ค่าหลัก ได้แก่
-
ความต้านทานแรงดันน้ำ (Hydrostatic Head - HH) มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร (mm) เป็นตัวบอกว่าเสื้อตัวนี้ทนฝนได้หนักแค่ไหน สำหรับการเดินป่าในประเทศไทย ควรเลือกเสื้อที่มีค่ากันน้ำตั้งแต่ 10,000 mm ขึ้นไป (ทนฝนตกหนักประปราย) และถ้าจะให้ชัวร์ที่สุดควรเลือกระดับ 20,000 mm ขึ้นไป ซึ่งสามารถรับมือกับพายุฝนในป่าดิบชื้นได้อย่างสบายๆ
-
การระบายอากาศ (Moisture Vapor Transmission Rate - MVTR) มีหน่วยเป็นกรัม/ตารางเมตร/24 ชั่วโมง ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งระบายเหงื่อได้ดี เสื้อเดินป่าที่ดีควรมีค่าการระบายอากาศที่ 10,000 - 15,000 g/m²/24hr ขึ้นไป
นอกจากนี้ เสื้อกันฝนคุณภาพสูงจะต้องมีการเคลือบสาร DWR (Durable Water Repellent) ไว้ที่ผิวผ้าชั้นนอกสุด เพื่อทำให้น้ำฝนกลิ้งเป็นหยดเหมือนน้ำกลิ้งบนใบบัว ช่วยป้องกันไม่ให้ผ้าชั้นนอกอมน้ำ ซึ่งจะไปปิดกั้นการระบายเหงื่อนั่นเอง
รู้ก่อนซื้อ เลเยอร์ ของเสื้อกันฝนสำคัญไฉน?
ก่อนจะไปดูยี่ห้อ เราต้องรู้ก่อนว่าเสื้อกันฝน แบ่งออกเป็น 3 โครงสร้างหลัก ซึ่งส่งผลต่อน้ำหนัก ความทนทาน และราคา
-
2-Layer (2L) มีผ้าชั้นนอกประกบกับฟิล์ม Membrane และมีตาข่ายซับในแยกต่างหาก น้ำหนักค่อนข้างเยอะ นิยมใช้ในเสื้อกันหนาวทั่วไป ไม่ค่อยเหมาะกับสายเดินป่า
-
2.5-Layer (2.5L) เป็นที่นิยมสูงสุดสำหรับนักเดินป่า! ประกอบด้วยผ้าชั้นนอก ฟิล์ม Membrane และมีการสกรีนสารเคลือบเป็นจุดๆ (ลวดลาย) ไว้ด้านในสุดแทนการใช้ตาข่าย ทำให้มีน้ำหนักเบามาก พับเก็บได้เล็กระบายอากาศได้ดีเยี่ยม
-
3-Layer (3L) ทนทานขั้นสุด! เป็นการนำผ้าชั้นนอก ฟิล์ม Membrane และผ้าชั้นในสุด มาอัดกาวประกบติดกันเป็นแผ่นเดียว ทนต่อการขูดขีดของกิ่งไม้และการเสียดสีของสายกระเป๋าเป้หนักๆ ได้ดีที่สุด แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
เจาะลึก 5 เทคโนโลยีแบรนด์เสื้อกันฝน สายลุยต้องมีติดเป้!
เมื่อเข้าใจวิทยาศาสตร์ของมันแล้ว เรามาเจาะลึก 5 แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่พิสูจน์แล้วว่ากันน้ำได้ 100% ทนทาน และไม่อบอ้าว เหมาะกับการแบกเป้เข้าป่าในฤดูฝนของประเทศไทยมากที่สุด (เรียงลำดับโดยไม่แบ่งความนิยม)
1. Patagonia (เทคโนโลยี H2No Performance Standard)
Patagonia ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่โดดเด่นเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เทคโนโลยีเสื้อกันฝนของพวกเขาก็อยู่ในระดับท็อปของวงการ แทนที่จะพึ่งพา GORE-TEX เพียงอย่างเดียว Patagonia ได้พัฒนามาตรฐานของตัวเองที่เรียกว่า "H2No" ซึ่งเป็นมาตรฐานการทดสอบที่โหดหินมาก เสื้อทุกตัวต้องผ่านการซักด้วยเครื่องซักผ้าอย่างรุนแรงแบบต่อเนื่อง เพื่อจำลองการใช้งานนานหลายปี ก่อนจะนำไปทดสอบแรงดันน้ำ
ทำไมสายเดินป่าถึงชอบ รุ่นยอดฮิตอย่าง Patagonia Torrentshell 3L ได้รับการอัปเกรดเป็นโครงสร้าง 3 ชั้นแบบเต็มตัว ทำให้มันทนทานต่อการขีดข่วนของกิ่งไม้ได้อย่างยอดเยี่ยม ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม และทำจากวัสดุรีไซเคิล 100% เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสื้อตัวเดียวจบ ใช้ได้ยาวนานเป็นสิบปี
2. The North Face (เทคโนโลยี DryVent™ และ FUTURELIGHT™)
The North Face คือชื่อที่นักผจญภัยทุกคนคุ้นเคย เทคโนโลยีมาตรฐานของแบรนด์คือ "DryVent" ซึ่งเป็นการเคลือบโพลียูรีเทนแบบหลายชั้นที่กันน้ำและระบายอากาศได้ดีมาก มักใช้ในเสื้อรุ่นยอดฮิตอย่าง Venture 2 ซึ่งเป็นโครงสร้าง 2.5L ที่เบาและพกพาง่าย แต่หากคุณมีงบประมาณที่สูงขึ้น เทคโนโลยีระดับอวกาศอย่าง "FUTURELIGHT" คือสิ่งที่คุณต้องลอง
ทำไมสายเดินป่าถึงชอบ FUTURELIGHT ใช้เทคโนโลยีการปั่นเส้นใยระดับนาโน (Nano-spinning) สร้างแผ่นฟิล์มที่มีรูพรุนละเอียดเป็นพิเศษ ทำให้มันกลายเป็นเสื้อกันฝนที่ "ระบายอากาศได้ดีที่สุดในโลก" ณ เวลานี้ เนื้อผ้ามีความนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง และไม่มีเสียงดังกรอบแกรบเวลาเดิน เหมาะสำหรับนักวิ่งเทรลและนักเดินป่าที่เหงื่อออกเยอะเป็นพิเศษ
3. Columbia (เทคโนโลยี Omni-Tech™ และ OutDry™ Extreme)
Columbia เป็นแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีวิจัยเป็นของตัวเองที่แข็งแกร่งมาก เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง "Omni-Tech" ให้การกันน้ำและระบายอากาศที่คุ้มค่ากับราคา แต่สิ่งที่ปฏิวัติวงการเสื้อกันฝนจริงๆ คือเทคโนโลยี "OutDry Extreme"
ทำไมสายเดินป่าถึงชอบ: เสื้อกันฝนทั่วไปจะเอาฟิล์มกันน้ำซ่อนไว้ด้านใน แล้วเคลือบ DWR ไว้ที่ผ้าชั้นนอกสุด ซึ่งพอนานไปสาร DWR จะหลุดลอก ทำให้ผ้าชั้นนอกอมน้ำ แต่ OutDry Extreme ของ Columbia คิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการเอา "แผ่นฟิล์มกันน้ำออกมาไว้ชั้นนอกสุด" (ผิวเสื้อจะดูมันเงาคล้ายหนัง) ทำให้มันไม่มีวันอมน้ำ สะบัดทีเดียวน้ำกระเด็นออกหมด ระบายอากาศได้ดีตลอดเวลาแม้จะเดินตากฝนมาแล้ว 10 ชั่วโมงก็ตาม!
4. Marmot (เทคโนโลยี Marmot NanoPro™)
Marmot คือแบรนด์สัญชาติอเมริกันที่ขึ้นชื่อเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูง รุ่นระดับตำนานอย่าง Marmot Minimalist (ใช้ GORE-TEX Paclite) และ Marmot PreCip Eco (ใช้เทคโนโลยี NanoPro ของตัวเอง) คือขวัญใจของนักเดินทางทั่วโลก
ทำไมสายเดินป่าถึงชอบ เทคโนโลยี NanoPro เป็นการเคลือบผิวแบบ Microporous (รูพรุนขนาดจิ๋ว) ที่มีความหนาแน่นสูงและมีขนาดเล็กกว่าเดิม 30% ทำให้มันสามารถระบายอากาศได้ดีกว่าเทคโนโลยีเก่าๆ ของแบรนด์ถึง 43% ข้อดีที่สุดคือเสื้อตระกูล PreCip มีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย น้ำหนักเบาหวิว และมีซิปใต้รักแร้ ที่เปิดระบายความร้อนออกได้ทันทีเมื่อเหงื่อออกมาก
5. Decathlon Forclaz / Quechua (เสื้อกันฝนสายประหยัด สเปกเกินราคา)
หากคุณมีงบจำกัด ไม่เกิน 2,000 บาท แต่อยากได้เสื้อกันฝนที่ใช้งานจริงในป่าดิบชื้นได้ เราข้าม Decathlon ไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะในซีรีส์ Forclaz (MT500, MT100) ที่ออกแบบมาสำหรับการเดินป่า Trekking โดยเฉพาะ
ทำไมสายเดินป่าถึงชอบ ดีแคทลอนใช้มาตรฐานการวัดกันน้ำแบบ Schmerber (1 Schmerber = 1 mm ของน้ำ) เสื้อแจ็กเก็ตรุ่นกลางๆ ของเขาจะสามารถทนน้ำได้สูงถึง 10,000 - 15,000 mm ซึ่งเพียงพอต่อพายุหน้าฝนในไทย นอกจากนี้ยังมีการซีลตะเข็บ กันน้ำเข้าทุกจุดอย่างแน่นหนา แม้การระบายอากาศอาจจะไม่โปร่งสบายเท่าแบรนด์หลักหมื่น แต่ด้วยราคานี้ แลกกับการที่คุณได้แจ็กเก็ตกันน้ำ 100% ที่พับเก็บง่ายและมีซิประบายอากาศใต้แขน ถือว่าเป็นไอเทม "คุ้มค่าที่สุด" สำหรับนักเดินป่ามือใหม่
เคล็ดลับการดูแลรักษา ซักเสื้อกันฝนอย่างไร ไม่ให้ฟิล์มพัง?
ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือ "เสื้อกันฝนห้ามซัก" ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์! เมื่อคุณเดินป่า คราบเหงื่อ ไคล และน้ำมันจากผิวหนัง จะเข้าไปอุดตันรูพรุนของ Membrane ทำให้เสื้อระบายอากาศไม่ได้ และทำให้สารเคลือบ DWR เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
-
วิธีซักที่ถูกต้อง รูดซิปปิดให้หมด นำใส่ถุงตาข่าย ซักด้วยเครื่องซักผ้าโหมดถนอมผ้า (น้ำอุณหภูมิปกติ) "ห้ามใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม และผงซักฟอกทั่วไปเด็ดขาด" เพราะสารฟอกขาวและน้ำยาปรับผ้านุ่มจะไปทำลายโครงสร้างฟิล์มกันน้ำ ควรใช้น้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยน หรือน้ำยาสำหรับซักเสื้อผ้า Outdoor โดยเฉพาะ (Tech Wash)
-
การฟื้นฟูสาร DWR หลังจากเสื้อแห้งแล้ว หากสังเกตเห็นว่าน้ำฝนไม่กลิ้งเป็นหยดบนเสื้ออีกต่อไป ให้ใช้น้ำยาพ่นเคลือบ DWR ฉีดพ่นบางๆ ให้ทั่ว แล้วนำไปรีดด้วยเตารีดไฟอ่อนสุด (รองผ้าด้วย) หรือเข้าเครื่องอบผ้าไฟอ่อน ความร้อนจะช่วยกระตุ้นให้สาร DWR กลับมาทำงานและเรียงตัวใหม่ได้เหมือนเพิ่งซื้อออกจากช็อป
บทสรุปทิ้งท้าย
เสื้อกันฝนสำหรับเดินป่า ไม่ใช่รายจ่ายที่ฟุ่มเฟือย แต่มันคือ "กรมธรรม์ประกันชีวิต" ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณแห้งและอบอุ่นในสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะเลือกความทนทานแบบ 3L ของ Patagonia, ความระบายอากาศเหนือชั้นของ FUTURELIGHT จาก The North Face, นวัตกรรม OutDry จาก Columbia, ความคุ้มค่าของ Marmot หรือจะเป็นรุ่นประหยัดสเปกเกินราคาจาก Decathlon สิ่งสำคัญคือต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทการเดินป่าและงบประมาณของคุณ เพียงเท่านี้ ทริปลุยป่าหน้าฝนปีนี้ของคุณ ก็จะเต็มไปด้วยความสุขและปราศจากอาการหนาวสั่นอย่างแน่นอน!