เจาะลึกวิตามินซีกัดกระเพาะจริงไหม วิธีกินอาหารเสริมฉบับคนโรคกระเพาะ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ไขข้อข้องใจคนเป็นโรคกระเพาะอาหารที่อยากกินวิตามินซี เจาะลึกกลไกกรดกัดกระเพาะจริงไหม พร้อมวิธีเลือกอาหารเสริมสูตรอ่อนโยนไม่ระคายเคืองทางเดินอาหาร

วิตามินซี หรือที่รู้จักกันในนามทางวิทยาศาสตร์ว่า กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นสารอาหารจำเป็นพื้นฐานที่ได้รับความนิยมในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานเพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังเพื่อความกระจ่างใส หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคหวัด อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังต้องเผชิญคือ อาอาการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร แสบร้อนกลางอก และมวนท้องหลังจากรับประทานวิตามินซีเข้าไป จนเกิดคำถามสำคัญในใจว่า แท้จริงแล้ววิตามินซีกัดกระเพาะจริงหรือไม่ และมีแนวทางในการเลือกรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยต่อเยื่อบุผิวภายในกระเพาะอาหาร

กลไกทางเคมีของวิตามินซีกับระบบทางเดินอาหาร

เพื่อทำความเข้าใจปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างทางเคมีของวิตามินซีในรูปแบบมาตรฐาน ซึ่งก็คือกรดแอสคอร์บิก คำว่า "กรด" ในชื่อสะท้อนถึงค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่ค่อนข้างต่ำ โดยสารละลายกรดแอสคอร์บิกความเข้มข้นทั่วไปจะมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 2.1 - 2.6 ซึ่งถือเป็นกรดที่มีความเข้มข้นในระดับที่สามารถส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่ออ่อนได้

ในสภาวะปกติ กระเพาะอาหารของมนุษย์จะมีกลไกการหลั่งกรดไฮโดรคลอริก เพื่อช่วยย่อยอาหาร ทำให้ภายในกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรดรุนแรงอยู่แล้ว (ค่า pH ประมาณ 1.5 - 3.5) โดยที่ผนังกระเพาะอาหารจะมีชั้นเมือกหนา สารจำพวกไบคาร์บอเนต และกลไกการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงเยื่อบุผิว เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้กรดของกระเพาะอาหารเองทำลายเนื้อเยื่อ แต่เมื่อเราเติมกรดแอสคอร์บิกปริมาณสูงเข้าสู่กระเพาะอาหารในช่วงที่ไม่มีอาหารอยู่เลย ความเข้มข้นของกรดที่เพิ่มขึ้นแบบเฉียบพลันอาจเข้าไปรบกวนเกราะป้องกันนี้ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวได้โดยตรง

บทความที่น่าสนใจของ PPTV HD 36

เจาะลึกข้อเท็จจริง วิตามินซีกัดกระเพาะจริงหรือเป็นแค่ความเชื่อ?

คำตอบทางการแพทย์สำหรับประเด็นนี้คือ "วิตามินซีไม่ได้กัดกระเพาะจนทะลุ แต่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเฉียบพลันในกลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง"

สำหรับบุคคลที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและระบบทางเดินอาหารทำงานเป็นปกติ การรับประทานกรดแอสคอร์บิกในปริมาณที่เหมาะสมพร้อมอาหารมักไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ เนื่องจากอาหารจะทำหน้าที่เป็นตัวเจือจางความเป็นกรดและชะลอการสัมผัสโดยตรงระหว่างวิตามินซีกับผนังกระเพาะอาหาร แต่ในทางกลับกัน อาการ "กัดกระเพาะ" หรือการระคายเคืองอย่างรุนแรงจะปรากฏชัดเจนในกลุ่มบุคคลต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร บุคคลกลุ่มนี้มีรอยแผลหรือมีการอักเสบของเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารอยู่เดิมแล้ว เมื่อกรดแอสคอร์บิกเข้าไปสัมผัสบริเวณรอยแผลโดยตรง จะกระตุ้นให้เกิดอาการแสบร้อน ปวดบิด และมวนท้องอย่างรุนแรง

  • ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อน ความเป็นกรดของวิตามินซีรูปแบบมาตรฐานสามารถกระตุ้นให้หูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารคลายตัว หรือเพิ่มปริมาณกรดรวมในกระเพาะ ส่งผลให้อาการแสบร้อนกลางอกกำเริบขึ้นได้

  • ผู้ที่นิยมรับประทานวิตามินซีตอนท้องว่าง การกินวิตามินซีเม็ดขนาด 1,000 มิลลิกรัมในช่วงเช้าก่อนรับประทานอาหาร หรือก่อนนอนในขณะที่ท้องว่าง ถือเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้เยื่อบุผิวทางเดินอาหารสัมผัสกับกรดความเข้มข้นสูงโดยไม่มีตัวช่วยซับ

แผนภาพจำลองสภาวะภายในกระเพาะอาหารเมื่อเผชิญกับสารที่มีความเป็นกรดสูงซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองเฉียบพลันบริเวณเนื้อเยื่อบุผิวที่บอบบาง

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่ากระเพาะของคุณกำลังประท้วงวิตามินซี

ร่างกายของมนุษย์มีระบบส่งสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างไวเมื่อระบบทางเดินอาหารเผชิญกับสารที่ไม่สัมพันธ์กับสภาวะภายใน หากคุณรับประทานวิตามินซีเข้าไปแล้วเกิดอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง สันนิษฐานได้ว่าระบบทางเดินอาหารของคุณเริ่มรับสภาพความเป็นกรดไม่ไหว:

  1. อาการเฉียบพลันหลังทานทันที (ภายใน 15-30 นาที) เกิดอาการแสบร้อนบริเวณใต้ลิ้นปี่ จุกเสียด แน่นท้อง มีลมในกระเพาะอาหารมากเกินไป หรือรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน อาการเหล่านี้เกิดจากความเป็นกรดเข้าไประคายเคืองปลายประสาทที่อยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร

  2. อาการเนื่องมาจากจุดอิ่มตัวของการดูดซึม วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายมีขีดจำกัดในการดูดซึมต่อครั้ง หากเรากินวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมรวดเดียว ร่างกายอาจดูดซึมได้เพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ถูกดูดซึมจะผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ สารตกค้างนี้จะดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ด้วยกระบวนการออสโมซิส และถูกแบคทีเรียย่อยสลาย ทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด มวนท้อง และเกิดอาการท้องเสีย ในที่สุด

คู่มือการเลือกอาหารเสริมวิตามินซีสำหรับคนกระเพาะบาง

ปัจจุบันนวัตกรรมทางเภสัชกรรมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้พัฒนาไปไกลมาก เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความเป็นกรดและอาการกัดกระเพาะ ทำให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารหรือผู้ที่มีระบบย่อยอาหารบอบบาง มีทางเลือกในการรับประทานวิตามินซีได้อย่างปลอดภัย โดยสามารถเลือกตามรูปแบบโครงสร้างเคมีและเทคโนโลยีการผลิตดังต่อไปนี้:

1. วิตามินซีรูปแบบเกลือแร่ หรือ บัฟเฟอร์

จากการศึกษาที่เผยแพร่โดย ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลกรุงเทพ ในบทความ รู้จักชนิดวิตามินซีและการทานที่ถูกต้อง ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่า การนำกรดแอสคอร์บิกไปทำปฏิกิริยากับเกลือแร่ธรรมชาติ จะช่วยเปลี่ยนสภาพสารให้มีความเป็นกรดลดลงจนเกือบเป็นกลาง ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มักใช้ชื่อสารประกอบดังนี้

  • แคลเซียม แอสคอร์เบต เป็นรูปแบบที่นิยมสูงสุด มีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และยังให้แคลเซียมเสริมแก่ร่างกายด้วย

  • โซเดียม แอสคอร์เบต มีความอ่อนโยนต่อทางเดินอาหารเช่นกัน แต่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือผู้ที่ต้องจำกัดปริมาณโซเดียมควรเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกใช้

2. วิตามินซีรูปแบบลิโปโซม

นี่คือนวัตกรรมขั้นสูงในระดับนาโนเทคโนโลยี โดยผู้ผลิตจะนำโมเลกุลของวิตามินซีไปห่อหุ้มไว้ด้วยชั้นไขมันฟอสโฟลิปิด ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับผนังเซลล์ของมนุษย์ เทคโนโลยีลิโปโซมนี้มีข้อดีที่โดดเด่น 2 ประการคือ ช่วยปกป้องวิตามินซีไม่ให้สัมผัสกับเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารโดยตรง จึงตัดปัญหาเรื่องการระคายเคืองกระเพาะออกไปได้ 100% และยังช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้สูงเกือบเทียบเท่าการฉีดวิตามินผ่านทางเส้นเลือด

วิตามินซีรูปแบบบัฟเฟอร์และลิโปโซมถูกคิดค้นขึ้นเพื่อลดความเป็นกรดในระบบทางเดินอาหารทำให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะสามารถรับประทานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

3. วิตามินซีสกัดจากธรรมชาติ

สารสกัดจากผลไม้ธรรมชาติที่มีวิตามินซีสูงปรี๊ด เช่น อะเซโรลา เชอร์รี่ (Acerola Cherry) หรือ มะขามป้อม จะมีโครงสร้างที่สารอาหารจับตัวอยู่ร่วมกับสารพฤกษเคมีอื่นๆ โดยเฉพาะสารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ สารสกัดกลุ่มนี้จะค่อยๆ ถูกย่อยและปลดปล่อยวิตามินซีออกมาอย่างช้าๆ (Time-Release บรรเทาอาการกรดหลั่งเฉียบพลัน) ทำให้มีความเป็นมิตรต่อกระเพาะอาหารมากกว่าการทานกรดแอสคอร์บิกสังเคราะห์บริสุทธิ์

บทความที่น่าสนใจของ PPTV HD 36

วิธีรับประทานวิตามินซีอย่างปลอดภัยสำหรับคนเสี่ยงโรคกระเพาะ

นอกเหนือจากการเลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมแล้ว พฤติกรรมและวิธีกินก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องกระเพาะอาหารของคุณได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

  • เปลี่ยนเวลากินเป็น "พร้อมอาหาร" หรือ "หลังอาหารทันที" ห้ามกินวิตามินซีตอนท้องว่างเด็ดขาด มื้ออาหารที่ดีที่สุดคือมื้อเช้า เนื่องจากระบบย่อยอาหารและกระบวนการดูดซึมสารอาหารของร่างกายจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ และอาหารจะช่วยทำหน้าที่เป็นแผ่นกรองลดการสัมผัสของกรดกับกระเพาะ

  • ใช้หลักการแบ่งโดส แทนที่จะกินวิตามินซีเม็ดใหญ่ขนาด 1,000 มิลลิกรัมเพียงครั้งเดียวต่อวัน ให้เปลี่ยนมาเลือกขนาด 500 มิลลิกรัม แล้วแบ่งกินเป็น 2 ครั้ง คือ หลังอาหารเช้า 1 เม็ด และหลังอาหารเย็น 1 เม็ด วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดระดับความเป็นกรดที่จะเข้าไปสะสมในกระเพาะอาหารพร้อมกัน แต่ยังช่วยรักษาระดับความเข้มข้นของวิตามินซีในกระแสเลือดให้คงที่ยาวนานตลอดทั้งวัน ส่งผลดีต่อการบำรุงผิวและการต้านอนุมูลอิสระ

  • ดื่มน้ำตามในปริมาณที่มากพอ ทุกครั้งที่กินวิตามินซี ควรดื่มน้ำสะอาดตามอย่างน้อย 1 แก้วเต็ม (ประมาณ 250 มิลลิลิตร) น้ำจะเป็นตัวช่วยตามธรรมชาติที่ดีที่สุดในการเจือจางความเป็นกรดและช่วยเร่งการละลายของสารอาหารให้เคลื่อนผ่านกระเพาะอาหารลงสู่ลำไส้เล็กได้อย่างรวดเร็ว

ตารางเปรียบเทียบรูปแบบวิตามินซี ความเป็นกรด และระดับการระคายเคือง

เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารเสริมได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติเชิงลึกของวิตามินซีแต่ละประเภทที่มีจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน

รูปแบบของวิตามินซี สภาพความเป็นกรด-ด่าง (pH) ระดับการระคายเคืองกระเพาะ ประสิทธิภาพการดูดซึม เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้
กรดแอสคอร์บิก (เกรดมาตรฐาน) กรดสูง (2.1 - 2.6) สูงมาก (หากท้องว่าง) ปานกลาง (ตามจุดอิ่มตัว) ผู้ที่มีระบบทางเดินอาหารปกติ ไม่มีประวัติโรคกระเพาะ
วิตามินซีแบบเกลือแร่ (Buffered) เป็นกลาง (6.5 - 7.5) ต่ำมาก ดี (ดูดซึมง่าย สบายท้อง) ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอักเสบ หรือมีภาวะกรดไหลย้อน
ลิโปโซม (Liposomal เทคโนโลยี) ปลอดกรด (หุ้มด้วยไขมัน) ไม่มีการระคายเคือง สูงสุด (เกือบ 100%) ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารรุนแรง หรือต้องการผลลัพธ์เร่งด่วน
สารสกัดจากธรรมชาติ (Acerola) กรดต่ำอ่อนๆ (ธรรมชาติ) ต่ำ ดีมาก (อยู่ร่วมกับฟลาโวนอยด์) ผู้ที่ชื่นชอบวิถีธรรมชาติออร์แกนิก และต้องการถนอมกระเพาะ

อินโฟกราฟิกสรุปแนวทางการเลือกซื้อและพฤติกรรมการรับประทานวิตามินซีอย่างถูกวิธีช่วยปกป้องทางเดินอาหารและเพิ่มอัตราการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้สูงสุด

ข้อควรระวังขั้นวิกฤตและภาวะแทรกซ้อนจากการกินเกินขนาด

แม้ว่าวิตามินซีจะมีประโยชน์มหาศาลและขับออกทางปัสสาวะได้ง่าย แต่สถาบันทางการแพทย์ระดับสากลรวมถึงสภาวิจัยแห่งชาติ ได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่ร่างกายสามารถรับได้โดยไม่เกิดอันตรายไว้ที่ 2,000 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่

การบริโภควิตามินซีเกินกว่า 2,000 มิลลิกรัมติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่จะทำให้ระบบทางเดินอาหารปั่นป่วน ท้องเสีย และปวดท้องอย่างรุนแรงจากสารตกค้างที่ไม่ดูดซึมเท่านั้น แต่ยังมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ วิตามินซีส่วนเกินจะถูกขบวนการเมตาบอลิซึมภายในร่างกายเปลี่ยนสภาพไปเป็นสารที่เรียกว่า ออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งสารตัวนี้จะไปจับตัวกับแคลเซียมในระบบทางเดินปัสสาวะ กลายเป็นผลึกแคลเซียมออกซาเลตที่ไม่ละลายน้ำ และเข้าไปตกตะกอนอยู่ภายในไต นำไปสู่การเกิด โรคนิ่วในไต และอาจส่งผลให้เกิดภาวะไตเสื่อมเรื้อรังในระยะยาว ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงที่คาดไม่ถึง

การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่สูงเกินขีดจำกัดสะสมต่อเนื่องกันเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกตะกอนของผลึกออกซาเลตจนกลายเป็นนิ่วในไตได้

สรุปได้ว่า ความเชื่อที่ว่าวิตามินซีกัดกระเพาะนั้น มีข้อเท็จจริงในแง่ของความเสี่ยงจากความเป็นกรดของกรดแอสคอร์บิกที่ส่งผลระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวทางเดินอาหาร แต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำลายกระเพาะอาหารให้ทะลุในคนปกติ สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือกรดไหลย้อน การปรับเปลี่ยนมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มีความเป็นกรดต่ำ เช่น วิตามินซีรูปแบบเกลือแร่ (Buffered) หรือรูปแบบลิโปโซม (Liposomal) ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการรับประทานให้ตรงเวลาพร้อมมื้ออาหารและดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยให้คุณสามารถเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใสและเสริมสร้างเกราะภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับอาการปวดท้องหรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอีกต่อไป

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ