ทางออก "พรรคก้าวไกล" พร้อมเดินหน้าต่อ แม้ยุบ-ไม่ยุบพรรค


โดย PPTV Online

เผยแพร่




"ช่อ พรรณิการ์" ลั่น พรรคก้าวไกลพร้อมเดินหน้าต่อ แม้พรรคโดน-ไม่โดนยุบ เชื่อคำแถลง 9 ข้อของ "พิธา" ไม่มีผลต่อการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้ร้อง ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานภายใน 17 มิถุนายน 2567 พร้อมนัดพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลอีกครั้งในวันที่ 18 มิถุนายน 2567

แม้จะถือว่าเป็นการต่อลมหายใจของพรรคก้าวไกลไปอีกเฮือกหนึ่ง แต่ก็เกิดข้อสงสัยในกรณีการเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับทางออกของพรรคก้าวไกลว่าจะออกหน้าไหนได้บ้าง?

คอนเทนต์แนะนำ
“ทักษิณ” พาดพิง “คนในบ้านป่า-คสช.” ด้วยอารมณ์หรือแผนการอันแยบยล?
จับตาแนวทางพรรคก้าวไกล "พิธา" แถลง 9 ข้อต่อสู้ดับเครื่องชน!
จับตาอนาคตก้าวไกล-เพื่อไทย "ศิโรตม์" มอง สองพรรคไร้การจับมือ

ภาพพลโทพงศกร รอดชมภู อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ รายการเข้มข่าวเย็น Exclusive Talk
พลโทพงศกร รอดชมภู อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่

ไม่ผิดคาด ศาลฯ เรียกหลักฐานเพิ่ม คดียุบพรรคก้าวไกล

พลโทพงศกร รอดชมภู อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ กล่าวในรายการเข้มข่าวค่ำ ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 ระบุว่า ไม่ผิดคาดที่ศาลสั่ง กกต. ให้ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมภายในวันที่ 17 มิถุนายน และนัดพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลในวันที่ 18 มิถุนายน เนื่องจากเป็นการบอกว่า สิ่งที่เสนอประกอบการพิจารณาคดียังมีข้อขัดแย้งอยู่ หรือมีบางข้อที่ยังต้องตรวจสอบ

และเนื่องจากความผิดตามประมวลกลกฎหมายอาญามาตรา 113 ที่พรรคก้าวไกลโดนเป็นเรื่องใหญ่ โทษต่ำสุดคือจำคุกตลอดชีวิต สูงสุดคือประหารชีวิต ดังนั้นดำเนินการเพียงแค่ตามพิธีการไปไม่ได้ ต้องดูให้รอบคอบ

พลโทพงศกร มองว่า อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่พรรคก้าวไกลสามารถทำได้คือ การเสนอกฎหมาย และหากต้องการล้มล้างการปกครองสามารถเสนอเปลี่ยนกฎหมายได้ 2 ข้อ คือมาตรา 1 ประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และมาตรา 2 ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งสองข้อนี้ถูกห้ามไว้ในมาตรา 255 ดังนั้นไม่สามารถผิดในเรื่องล้มล้างการปกครองด้วยประการทั้งปวง

ดังนั้น กกต. ควรหยุดคิดหน่อย การต่อสู้ในสภาไม่มีทางล้มล้างการปกครองได้ มีแต่ต้องจับอาวุธเท่านั้น

ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลกึ่งการเมือง ไม่ใช่ศาลยุติธรรม ซึ่งหากพรรคก้าวไกลไปขึ้นศาลยุติธรรมเดี๋ยวก็หลุด เพราะหลักการทางกฎหมายถูกต้องอยู่แล้ว

ด้านนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่ผิดคาด เพราะพรรคก้าวไกลเพิ่งยื่นคำชี้แจงเข้าไป ซึ่งคำแถลง 9 ข้อของพรรคก้าวไกลมีน้ำหนัก ตนจับสัญญาณจากเอกสารข่าว ศาลระบุว่าให้ กกต. ยื่นบัญชีพยานเข้าไป ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจไต่สวน พิจารณาว่ามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีให้ไปเอามาเพิ่ม และจากคำแถลงดังกล่าวอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ กกต. ไปนำหลักฐานมาเพิ่มนั่นเอง

แสดงว่า คงมีการหารือกันบางประเด็นเช่น เรื่องอำนาจศาล เรื่องการได้สัดส่วน หรือในกรณีที่เมื่อพรรคก้าวไกลหาเสียงเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวในตอนแรกไม่มีปัญหา แต่กลับมามีปัญหาในช่วงนี้

ถ้าเราฟังสิ่งที่พรรคก้าวไกลอธิบายชัดเจน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาย้ำแล้วว่า พรรคก้าวไกลเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ต้องการปกป้องเพื่อไม่ให้พระองค์ถูกดึงมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งตนมองว่าหากเป็นเจตนาที่ต้องการปกป้องพระมหากษัตริย์ ก็อยากตั้งคำถามว่า มีคนที่เลือกพรรคก้าวไกลและออกมาเดินขบวนเพื่อต้องการล้มล้างการปกครองหรือไม่

ตนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจว่าความละเอียดอ่อนในเรื่องมาตรา 112 ไปแตะไปกวนน้ำให้ขุ้นขึ้นมาก็กระไรอยู่ ซึ่งศาลก็ให้ความเป็นธรรมกับทั้ง กกต. และพรรคก้าวไกล

ศาลฯ นัด 18 มิ.ย. เพื่อพิสูจน์ความเป็นธรรม

นายวีรพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า บังเอิญไปหรือไม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเลือกกำหนดให้ทุกอย่างมาอยู่ในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เรื่องคดียุบพรรคก้าวไกล นายทักษิณ ชินวัตร กับคดีมาตรา 112 กรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน และประเด็นเรื่องการโมฆะของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.

ซึ่งตนมองว่าศาลฯ อาจต้องการบริหารความคาดหวัง ว่าไม่ใช่ศาลฯ ตามใบสั่ง แต่เป็นศาลฯ ที่พิจารณารายละเอียดต่าง ๆ อย่างครบถ้วน อะไรที่ไม่ชัดเจนก็ให้โอกาสยื่นเอกสารชี้แจงมาเพิ่ม ไม่ใช่เฉพาะกรณีของพรรคก้าวไกลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีอื่นด้วย

แม้ในเบื้องต้นมองได้สองแง่ แต่ทุกวันนี้ประชาชนมองว่า ทุกอย่างอยู่ในมือของคน 5 คน ถ้าได้เสียงเพียง 5 เสียงในศาลรัฐธรรมนูญ ก็สามารถพลิกชะตาการเมืองไทยได้เลย

นายวีรพัฒน์ มองว่า การที่ประชาชนมองว่าศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องเข้าใจความรู้สึกของประชาชน ศาลจึงอาจต้องการแสดงความชัดเจนว่า ไม่ใช่ว่าเราอยู่ดี ๆ ไปฟังใครก็เชื่อเขา หรือไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ จะไปตัดสินเขาโดยไม่ฟังคำชี้แจงได้

นายวีรพัฒน์ มองว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญขอให้ กกต. ยื่นพยานหลักฐานเพิ่ม ไม่ใช่ปัญหา เพราะอยู่ในเอกสารของศาล เนื่องจากศาลอาจมองเห็นประเด็นใหญ่ 2-3 ประเด็นที่ต้องการให้ กกต. ยื่นเพิ่ม ระบบศาลรัฐธรรมนูญใช้ระบบไต่สวน คิดว่าไม่ควรมีกรณีใดที่ศาลฯ คิดเองตัดสินใจเองโดยไม่ฟังคำชี้แจง

ตนคิดว่าโดยมาตรฐานมโนสำนึกของประชาชนชาวไทย ไม่มีใครเชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะมาล้มล้างการปกครอง ตนคิดว่าคนที่คิดเช่นนี้มีอยู่หย่อมเดียว เพื่อออกมาสร้างสถานการณ์สร้างปัญหา และนำเรื่องเหล่านี้มาทำให้ศาลฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเชื่อ

ด้านพลโทพงศกร มองว่า การที่ศาลเลือกพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลในวันที่ 18 นั้น มาจากการที่ศาลฯ ฉุกใจว่าข้อมูลที่เสนอมาครั้งแรกแล้วไม่พร้อม หรืออาจมาจากการยื่นข้อเสนอของพรรคก้าวไกลมีน้ำหนัก ในเรื่องการยุบพรรคก้าวไกลนั้น ศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศมีหลักการแค่ตีความกฎหมายระดับรองจากรัฐธรรมนูญ ว่าขัดแย้งหรือไม่ และมีหน้าที่ควบคุมรับรองการเลือกตั้ง ประชาชนควรเข้าใจด้วย

ตนมองว่า อำนาจการยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัย 2540 เพื่อสร้างอำนาจให้คนกลุ่มน้อยและควบคุมง่าย รู้จักกันง่าย และมีแวดวงกันง่าย สุดท้ายทำให้คนกลุ่มหนึ่งมาตกลงกันได้ ในขณะที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย

"พรรคก้าวไกล" ไม่สน ยุบ-ไม่ยุบ พร้อมเดินหน้าต่อ

ด้านนางสาวพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ระบุว่า เรียกว่าต่อลมหายใจคงไม่ใช่ เนื่องจากไม่ว่าศาลฯ จะมีคำตัดสินอย่างไร พรรคก้าวไกลก็ยังมีลมหายใจต่อไป ความคาดหวังต่อศาลฯ ในวันที่ 12 มิถุนายนคือ ต้องการความชัดเจนว่าจะนัดไต่สวนหรือไม่ไต่สวน ตนไม่แปลกใจว่าจะมีการยืดระยะเวลาออกไป เนื่องจากได้รับทราบมาระยะหนึ่งแล้วว่าศาลจะให้มีการไต่สวนพยานเพิ่มเติม เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่มองไปในทางเดียวกันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรปราศจากการเมืองอยู่แล้ว

สิ่งที่ตนแปลกใจคือ ในวันนี้ ศาลเลือกที่จะไม่บอกว่าจะให้ไต่สวนหรือไม่ไต่สวน แต่ขอให้ กกต. ยื่นบัญชีพยานหลักฐานเพิ่ม ซึ่งทั้งพรรคก้าวไกลและ กกต. ก็ยื่นพยานหลักฐานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กลับมีคำสั่งให้ กกต. ยื่นพยานหลักฐานเพิ่ม ซึ่งศาลฯ อาจเห็นบางประเด็นใหม่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากการที่พรรคก้าวไกลเปิดประเด็นไปหรือไม่ ต้องจับตามองต่อไป

ส่วนสัปดาห์หน้า โดยปกติ ศาลจะประชุมทุกวันพุธ แต่สัปดาห์หน้ากลับประชุมในวันอังคารที่ 18 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่มีการนัดไต่สวนวินิจฉัยถึง 4 คดีด้วยกัน ซึ่งในกรณีนี้ตนคิดว่า ไม่มีเรื่องบังเอิญในการเมืองไทย ในส่วนหนึ่งอาจเป็นการจับพลัดจับผลูไปเจอกันพอดี เช่น หากนายทักษิณไม่ป่วย ก็อาจพิจารณาคดีเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนแล้ว

ในเรื่องของการยื้อเวลาคดีพรรคก้าวไกล ตนคิดว่าทุกคนเห็นชัดเจนอยู่แล้ว ว่าการยื้อเวลาคดียุบพรรคก้าวไกลออกไปจนล่วงเลยมาถึงเดือนมิถุนายน คดีก็ยังไม่ไปถึงไหน ทั้งที่เมื่อต้นปี 2567 มองว่าภายใน 1-2 เดือนถูกตัดสินแน่นอน กระทั่งมากลางปีที่พิจารณาคดีมาตรา 112 ของนายทักษิณ กลายเป็นความวิตกกังวลปนตื่นเต้น

ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์พลิกกลับตาลปัตรอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างฝั่งอนุรักษ์นิยม กับฝั่งพรรคก้าวไกล ที่อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น คะแนนนิยมของรัฐบาลสวนทางกับคะแนนนิยมของพรรคก้าวไกลที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ และความปั่นป่วนกรณีป่ารอยต่อ ซึ่งอาจเป็นเหตุที่ทำให้นายทักษิณ และนายเศรษฐา มีคดีไม่รู้ตัว

ความตึงเครียดดังกล่าวเกิดจากรอยแผลระหว่างสองฝ่ายในหลายเหตุการณ์ อาจส่งผลให้ฝั่งอนุรักษ์นิยมเริ่มคิดว่า หรือคดีของพรรคก้าวไกลควรเก็บไว้ในกระเป๋าก่อน เพื่อเป็นหนึ่งในไพ่การเมือง ตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมืองใด ๆ ตั้งแต่การยุบพรรคไทยรักษาชาติ มาจนถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ และการยุบพรรคก้าวไกลตนก็ยังยืนยันเช่นเดิม ไม่ใช่เพราะต้องการปกป้องตัวเอง แต่การยุบพรรคการเมืองไม่ใช่ผลดีของประชาธิปไตยโดยรวม

ตนยืนยันว่า ไม่เคยเชื่อเรื่องยิ่งยุบพรรคยิ่งโต เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ตนมองว่าถ้าไม่ยุบพรรคก้าวไกล แล้วทำให้เสียเวลาเสียพลังงานไปมากมายกับการเตรียมการเพื่อก่อตั้งพรรคใหม่ ซึ่งหากพรรคก้าวไกลถูกยุบก็จะเดินหน้าต่อไป เชื่อว่าไม่ว่าจะยุบหรือไม่ยุบ พรรคก้าวไกลจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งถัด ๆ ไป

ภาพนางสาวพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ช่างภาพพีพีทีวี
นางสาวพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า

คำแถลงพรรคก้าวไกล ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญ

นางสาวพรรณิการ์ กล่าวว่า การที่ศาลเปิดไต่สวนพยานเป็นผลดีต่อพรรคก้าวไกลหรือไม่ แน่นอนว่าการที่ให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีได้โอกาสชี้แจง เป็นหลักทั่วไปที่กฎหมายควรให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลควรจะได้รับ แต่หากพูดตามหลักความเป็นจริงของประเทศไทย เชื่อว่าคงทราบดีว่าการตัดสินยุบพรรคก้าวไกลหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเสียทีเดียว หรือเรียกได้ว่าไม่ได้เป็นเรื่องกฎหมายไปมากกว่าเรื่องการเมือง

เพราะฉะนั้นต่อให้พรรคก้าวไกลเชื่อมั่นว่ามีข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักมากพอให้ศาลฯ ยกคำร้องได้ แต่ประเด็นคือพรรคก้าวไกลจะโดนยุบหรือไม่โดนยุบ คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักทางกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับแต้มต่อความสัมพันธ์ระหว่างฝั่งอนุรักษ์นิยมกับพรรคเพื่อไทย ถ้ามองตามหลักของประเทศไทยที่มีการยุบพรรคการเมืองมาแล้วหลายพรรค ตนไม่เชื่อว่ามีสักพรรคที่โดนยุบเพราะเรื่องของกฎหมายจริง ๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เปิดช่องให้นำไปสู่การยุบพรรคด้วยเทคนิคต่าง ๆ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

ตนเชื่อว่าไม่ว่าพรรคก้าวไกลจะได้โอกาสในการชี้แจงอย่างไร ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าปัจจัยที่จะมีผลต่อการตัดสินของศาลฯ จริง ๆ อาจเป็นปัจจัยอื่น ๆ มากกว่า ยังคงหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตามหลักกฎหมายอย่างเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สุขและความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย

ด้านพลโทพงศกร มองว่า ทั้งหมดเป็นเทคนิคทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องความยุติธรรม และแม้ว่าจะไม่ใช่ศาลยุติธรรมก็ต้องมองว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการตัดสินในครั้งนี้ ตนเชื่อว่าทั้งหมดเป็นการออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อถึงวงรอบหนึ่งแล้วจะไปตัน เมื่อตันก็จะมีคนออกมาช่วยแก้ปัญหาเพื่อให้นักการเมืองมาเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็อยู่ที่จุดนี้

ขณะที่นายวีรพัฒน์ เสริมว่า การเซ็ตซีโร่คือการล้มล้างการปกครองและทำกันมาทุก ๆ 10 ปี มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นคือการล้มล้างการปกครอง เอาอำนาจเอาปืนออกมายึด ยึดสถานีโททัศน์บอกให้ทุกคนอยู่บ้าน ออกมาประกาศตามโทรทัศน์ สุดท้ายเป็นนายกรัฐมนตรี นั่นคือการล้มล้างการปกครอง

กกต. ต้องรอบคอบ เป็นไปได้ "พรรคก้าวไกล" รอดยุบพรรค

พลโทพงศกร กล่าวถึงกรณีการยื่นพยานหลักฐานของ กกต. เป็นการยื่นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า กกต. ต้องรอบคอบในการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม ข้อมูลต้องครบ ต้องรับฟังการชี้แจง ซึ่งตนคิดว่านี่เป็นประเด็นใหญ่ที่ กกต. พลาดไป ถ้าพลาดแปลว่ากระบวนการนำเข้าไม่ถูกตามวิธีพิจารณาความ พอไม่ถูกต้องตามกระบวนการ พรรคก้าวไกลก็อาจรอดจากการพิจารณาคดียุบพรรค แต่ก็ต้องดูด้วยว่าศาลฯ พิจารณาเรื่องนี้ด้วยหรือไม่

อีกเรื่องหนึ่งคือ ศาลฯ สั่งหยุดไปแล้วรอบหนึ่ง แล้วจะตัดสินอีกรอบไหมว่าให้ยุบพรรคในเรื่องล้มล้างเหมือนกัน วึ่งถ้าตัดสินอีกรอบ ก็จะเข้าข่ายการฟ้องซ้ำ ซึ่งไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามต้องกลับไปดูศาลฯ ว่าสั่งไปแล้ว จะมีการสั่งวินิจฉัยคดีซ้ำหรือไม่

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า เป็นไปได้ที่พรรคก้าวไกลจะรอดจากการถูกยุบพรรค หากพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีนายกเศรษฐา กรณีนายกเศรษฐา กกต. ไม่ได้ยื่นพยานหลักฐาน แต่ 40 สว. เป็นฝ่ายยื่น ทนายของฝ่ายนายเศรษฐาก็ระบุว่า สว. ไม่มีสิทธิ์ยื่น ถือเป็นการทำผิดขั้นตอน ไม่มีอำนาจเต็ม

ตนเชื่อว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ซึ่งจะไม่สามารถมาถึงการพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลครั้งนี้ได้ เนื่องจาก มาตรา 92 ใช้กับพรรคการเมืองที่ถึงแม้ว่าจะโดนสั่งโดนห้ามปรามแล้วก็จะไม่หยุด ก็จะยังคงล้มล้างการปกครอง ตนคิดว่าพรรคก้าวไกลรู้ว่าตนไม่ได้ทำผิด แต่ศาลอาจมองว่าผิด พรรคก้าวไกลก็หยุดการดำเนินการทุกอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประเด็นมาตรา 92 ให้ต้องพูดกับพรรคก้าวไกลอีก

ภาพนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ รายการเข้มข่าวเย็น Exclusive Talk
นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ

ดูวอลเลย์บอลสด ตุรกี พบ ไทย วอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ลีก VNL 2024 วันที่ 12 มิ.ย. 67

โปรแกรมบอลยูโร 2024 ทุกคู่ เวลาแข่งขัน EURO 2024

จับตา! ศาล รธน.พิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกล ลุ้นเปิดไต่สวนหรือไม่?

LiveScore-EURO2024 LiveScore-EURO2024

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ