จากตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทย ของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยขยายตัวแตะ 78.6% ของจีดีพี พุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะหนี้จากการอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น คือใช้จ่ายไปแล้วไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ใช่การเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงสินเชื่อที่จะเพิ่มรายได้ เช่น สินเชื่อธุรกิจ หรือสินเชื่อบ้าน ที่มีเพียง 6% จากฐานสินเชื่อทั้งหมด สิ่งที่น่ากังวลคือ กว่าครึ่งของผู้กู้ใหม่ในแต่ละปีมีอายุน้อยกว่า 25 ปีสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผู้กู้เดิม
โดย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า หนี้ครัวเรือนของไทย อยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับระดับรายได้ของไทย ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมกับหนี้นอกระบบ และ กยศ. แต่การแก้ไขได้นั้นต้องมีหลายมิติ อย่าง การกำกับดูแลสถาบันการเงิน ผ่านการใช้กฎเกณฑ์มาตรการต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือทางด้านการเงิน การเจรจา จึงเป็นที่มาของการเปิดโครงการคลินิกแก้หนี้
โครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2 เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ที่มีหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล กับเจ้าหนี้หลายราย ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือถูกจัดเป็นหนี้เสีย ให้มีโอกาสแก้ไขปัญหาหนี้ของตนเองได้ ซึ่งปกติจะต้องเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละราย ทำให้ปัญหาต่างๆ ยากต่อการแก้ไขเพราะเงินที่ต้องทำไปจ่ายเป็นรายได้ก้อนเดียวของลูกหนี้ โครงการนี้เป็นจึงรวบรวมเจ้าหนี้มาคุยกันแบบ one stop service มาปรับโครงสร้างหนี้ จากที่ต้องเสียดอกเบี้ยแต่ละที่มากกว่า 20% ให้เหลือเพียงเจ้าเดียวและจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลงราว 4-7% พร้อมขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้สูงสุด 10 ปี พร้อมกำหนดให้มียอดชำระต่อเดือนที่ไม่มากเกินไป จนเป็นภาระในการดำรงชีวิต แต่มีข้อกำหนดว่าห้ามก่อหนี้เพิ่มในระยะเวลา 5 ปี
สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าโครงการ ต้องเป็นหนี้เสีย คือ ไม่ได้ชำระหนี้ติดต่อกันมากกว่า 90 วัน และก่อนวันที่ 1 ม.ค.2562, ไม่ถูกดำเนินคดี หรือถูกดำเนินคดีอยู่แต่ต้องยังไม่มีคำพิพากษา, มียอดหนี้เงินต้นค้างชำระ รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท, เป็นบุคคลธรรมดา ที่มีรายได้ และอายุไม่เกิน 65 ปี ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าโครงการจะไม่ถูกทวงถามจากเจ้าหนี้หลายรายให้สามารถแก้ไขหนี้ให้จบในที่เดียว
เตรียมเปิด "คลินิกแก้หนี้" ช่วยลูกค้าธนาคารแก้หนี้เสีย