จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลออกมาเตือนในโซเชียลมีเดีย ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้เฝ้าระวังสถานการณ์โรคตับอักเสบเออย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2 เท่า เป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงของการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในช่วงฤดูร้อน
ทีมข่าวพีพีทีวี ออนไลน์ ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข่าวจริง โดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ช่วงวันที่ 19–25 เมษายน 2569 พบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอจำนวน 742 ราย
สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2 เท่า แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ด้วย
กรมควบคุมโรคเร่งติดตามใกล้ชิด ยังไม่ชี้ชัดแหล่งต้นตอ
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยกระจายในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี จากการสอบสวนโรคเบื้องต้น พบผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่ 5–67 ปี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงาน จากการตรวจสอบขณะนี้ยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มเติม และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าโรงงานเป็นแหล่งต้นตอของการระบาด ทั้งนี้กรมควบคุมโรคได้ส่งทีมสอบสวนโรคร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งค้นหาแหล่งโรคที่แท้จริง
“ตับอักเสบเอ” ติดต่อผ่านอาหารและน้ำปนเปื้อน
โรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในตระกูล Picornaviridae ติดต่อจากคนสู่คนผ่านการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปาก เชื้อไวรัสจะถูกขับออกมากับอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งพบในระดับสูงช่วง 1–2 สัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงอาการ โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 28–30 วัน และจะลดลงหลังเริ่มมีอาการและร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน การระบาดมักเกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
อาการตั้งแต่เล็กน้อยถึงรุนแรง
ผู้ติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการ หรือมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง อาการที่พบบ่อย
- มีไข้ อ่อนเพลีย
- ปวดท้อง ถ่ายเหลว
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดข้อ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- ปวดบริเวณชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่
ในบางรายอาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น ผื่นผิวหนัง หลอดเลือดอักเสบ ไตอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
ย้ำมาตรการ “สุก ร้อน สะอาด” ป้องกันโรค
- หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ
- อาหารที่ปรุงไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง ควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน
- ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่าย หรือหลังสัมผัสสิ่งสกปรก
- ดื่มน้ำและใช้น้ำแข็งที่สะอาด ได้มาตรฐาน
- ใช้ภาชนะส่วนตัว เช่น ช้อน ส้อม และแก้วน้ำ
- เลือกวัตถุดิบสด สะอาด จากแหล่งที่เชื่อถือได้
- จัดการสิ่งปฏิกูลอย่างถูกสุขลักษณะ
- วัคซีนเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มเสี่ยง
วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอเป็นวัคซีนทางเลือก มีค่าใช้จ่าย สามารถฉีดได้ในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ป่วยเอชไอวี รวมถึงผู้ที่ต้องเดินทางระหว่างประเทศ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและพิจารณารับวัคซีน
ทั้งนี้ แม้จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ แต่ขณะนี้ยังไม่พบผู้เสียชีวิต และยังไม่มีหลักฐานยืนยันแหล่งระบาดที่ชัดเจน หน่วยงานสาธารณสุขยังคงเฝ้าระวังและควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการ และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด
ข้อมูลจาก : รัฐบาลไทย,กรมควบคุมโรค,ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย