ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ผ่านเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ อธิบายว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงมักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยากเริ่มรับประทานยาลดไขมันทันทีเพราะกังวลเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด และอีกกลุ่มที่พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยา แม้แพทย์จะแนะนำให้เริ่มรักษาแล้วก็ตาม ยาลดไขมันกลุ่ม Statin ถือเป็นยาหลักในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด หากใช้ในผู้ที่มีข้อบ่งชี้และเหมาะสมตามระดับความเสี่ยง
ไม่ได้ดูแค่ค่า LDL แต่ต้องประเมินความเสี่ยงร่วมด้วย
แนวทางการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงฉบับใหม่ ปี 2026 ของสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (ACC/AHA Multisociety Guideline) เปลี่ยนแนวคิดจากการรักษาตามตัวเลข LDL เพียงอย่างเดียว มาเป็นการรักษาตามความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดของแต่ละบุคคล
เป้าหมายสำคัญของการรักษา ไม่ใช่เพียงลดตัวเลขไขมันในเลือด แต่เพื่อลดโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ทำไม LDL จึงสำคัญ?
LDL Cholesterol หรือ "ไขมันเลว" สามารถแทรกตัวเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือด จนเกิดคราบไขมัน (Atherosclerotic Plaque) เมื่อเวลาผ่านไป คราบไขมันจะหนาตัวขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ และหากคราบไขมันแตก อาจกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลัน ผลที่อาจเกิดขึ้น
- กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack)
- โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
- โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ
ภาวะเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น การลดระดับ LDL จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันโรคดังกล่าว
Statin ทำงานอย่างไร?
Statin เป็นยาที่ใช้ทั่วโลกมานานกว่า 30 ปี และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากที่สุดในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
กลไกของยา คือ ยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการสร้างคอเลสเตอรอลที่ตับ เมื่อการสร้างคอเลสเตอรอลลดลง ตับจะเพิ่มจำนวนตัวรับ LDL (LDL Receptors) เพื่อดึง LDL ออกจากกระแสเลือดมากขึ้น ส่งผลให้ระดับ LDL ลดลงได้ประมาณ 30-60% ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดยา
แม้บางรายอาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อจากการใช้ยา แต่หากเกิดอาการผิดปกติสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนการรักษาได้ นอกจากลดไขมันแล้ว Statin ยังมีคุณสมบัติที่เรียกว่า Pleiotropic Effects หรือผลดีต่อหลอดเลือด ได้แก่
- ลดการอักเสบของผนังหลอดเลือด
- ทำให้คราบไขมันมีความเสถียร ไม่แตกง่าย
- ช่วยให้เยื่อบุหลอดเลือดทำงานดีขึ้น
- ลดการเกิดลิ่มเลือดบางส่วน
- ชะลอการดำเนินของโรคหลอดเลือดแข็ง
จึงถือว่า Statin ไม่ใช่เพียงยาลดไขมัน แต่เป็นยาที่ช่วยปกป้องหลอดเลือดด้วย
Statin ลดความเสี่ยงโรคได้มากแค่ไหน?
ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า ทุกการลดระดับ LDL ลง 1 mmol/L หรือประมาณ 39 mg/dL สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดรุนแรงได้ประมาณ 22% นอกจากนี้ยังช่วยลด
- ความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย 20-30%
- ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง 20-25%
- การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 15-20%
- ความจำเป็นในการขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัดบายพาสหัวใจ
ประโยชน์ของยาไม่ได้เท่ากันในทุกคน ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับประโยชน์จากการใช้ยามากกว่า เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมาก่อน
แล้วเมื่อไรจึงควรเริ่มกินยาลดไขมัน?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับ "ความเสี่ยง" มากกว่าระดับ LDL เพียงอย่างเดียว แนวทางปี 2026 แนะนำให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม (ASCVD Risk Assessment) ร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ อายุ เพศ ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคไตเรื้อรัง ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัย
ระดับ LDL
- ค่า Lipoprotein(a) หรือ Lp(a)
- ค่า ApoB
- ผลตรวจ Coronary Artery Calcium (CAC Score) ในบางราย
ดังนั้น คนสองคนที่มีค่า LDL เท่ากัน อาจได้รับคำแนะนำแตกต่างกัน เพราะมีความเสี่ยงโดยรวมไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น
- ชายอายุ 65 ปี เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และสูบบุหรี่ แม้ LDL เพียง 110 mg/dL ก็อาจควรเริ่มใช้ Statin
- ขณะที่หญิงอายุ 32 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว แม้ LDL 150 mg/dL อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน และติดตามผลอย่างใกล้ชิด
การปรับพฤติกรรมยังจำเป็น แม้ได้รับยาแล้ว
การใช้ยาไม่สามารถทดแทนการดูแลสุขภาพได้ ผู้ที่ได้รับยาลดไขมันยังควรปรับพฤติกรรมควบคู่กัน ได้แก่
- ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์
- รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และปลา
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ควบคุมน้ำหนัก
- งดสูบบุหรี่
- จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทำไมจึงมีกลุ่ม Anti-Statin?
หมอสุรัตน์ ระบุว่า เช่นเดียวกับยาหลายชนิด Statin มักถูกตั้งคำถามเรื่องผลข้างเคียง เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ ผลต่อตับ ความเสี่ยงโรคเบาหวาน หรือความเชื่อว่าสามารถควบคุมไขมันได้ด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว ยาทุกชนิดล้วนมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ แต่ผลข้างเคียงรุนแรงจาก Statin พบได้ไม่บ่อย และแพทย์สามารถติดตามอาการหรือปรับเปลี่ยนชนิดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยได้
ขณะเดียวกัน หลักฐานจากการศึกษาที่ติดตามผู้ป่วยหลายแสนคนทั่วโลกยืนยันว่า สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา ประโยชน์ของ Statin ในการป้องกันโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิต มีมากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียงอย่างชัดเจน