นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า เปรียบเทียบสถานการณ์ปัญหาบัตรทองผ่านนิทานเรื่องหนึ่ง โดยระบุว่า เมื่อน้ำลด…ตอก็เริ่มผุดยิ่งปัญหาบัตรทองถูกขุดลึกลงไป ก็ยิ่งมีคนร้อนตัวรีบเปลี่ยนประเด็นจาก "ระบบกำลังมีปัญหา" ให้กลายเป็น "หมออยากล้มบัตรทอง" แต่…ถ้าจะมีใครที่ "ไม่อยาก" ให้บัตรทองล่มที่สุด ตนเชื่อว่าคงเป็นหมอ พยาบาล และบุคลากรหน้างาน ที่ต้องอยู่กับคนไข้ทุกวันนี้แหละ
เรือแห่งความหวังของประชาชน
หมอม็อด เปรียบระบบบัตรทองเป็นเรือลำใหญ่หลายลำที่กำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรชื่อ "ประเทศไทย" เรือเหล่านี้แตกต่างจากเรือทั่วไป เพราะไม่ว่าผู้โดยสารจะมีฐานะอย่างไร หากเจ็บป่วยหรือเดือดร้อน ทุกคนสามารถขึ้นเรือเพื่อรับความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องถามก่อนว่ามีเงินหรือไม่ เรือเหล่านี้ก็คือโรงพยาบาลของรัฐ ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง
บนเรือแต่ละลำ มีต้นหนและลูกเรือจำนวนมาก ซึ่งเปรียบเสมือนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้โดยสารทุกชีวิต แต่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของเรือ ไม่ได้เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ได้เป็นผู้กำหนดจำนวนเงินสนับสนุน และไม่ได้เป็นผู้ถือกุญแจคลังเงิน หน้าที่ของพวกเขามีเพียงอย่างเดียว คือพาเรือและผู้โดยสารทุกคนเดินทางต่อไปให้ได้
คนหน้างานต้องรักษาชีวิต แม้เงินยังไม่มา
หมอม็อดระบุว่า ในทุกวันที่มีผู้โดยสารเจ็บป่วย เรือจำเป็นต้องใช้ทรัพยากร เมื่อมีคนต้องการยา เครื่องมือเสีย ต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ หรือจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของเรือ ต้นหนไม่สามารถบอกได้ว่า "รอเงินมาก่อน" เพราะชีวิตคนรอไม่ได้
โรงพยาบาลจึงต้องนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ก่อน ทั้งซื้อยา ดูแลผู้ป่วย และรักษาระบบให้เดินต่อ จากนั้นจึงส่งเรื่องเบิกจ่ายกลับไปยัง “คลังกลาง” แต่ปัญหาคือ คลังกลางไม่ได้อยู่บนเรือ ไม่ได้เห็นคลื่นลม ไม่ได้เห็นจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เห็นเครื่องมือที่เสื่อมสภาพ และไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่า ทรัพยากรที่เหลืออยู่ควรนำไปช่วยใครก่อน อย่างไรก็ตาม คลังกลางเป็นผู้ถืออำนาจในการจัดสรรเงินจำนวนมากให้กับเรือแต่ละลำ
เมื่อเงินที่จ่ายจริง ไม่เท่ากับเงินที่ได้รับคืน
หลายปีที่ผ่านมา ต้นหนจากเรือหลายลำเริ่มพบปัญหาคล้ายกัน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง กับเงินที่ได้รับคืนไม่สอดคล้องกันบางครั้งได้รับเงินไม่ครบ บางครั้งล่าช้า ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นไปแล้วเมื่อปัญหาสะสมต่อเนื่อง โรงพยาบาลหลายแห่งจึงต้องนำเงินสำรองของตัวเองมาใช้เพื่อประคองระบบ ปีแล้วปีเล่า เงินสำรองเริ่มลดลง เครื่องมือเริ่มเก่า เรือเริ่มทรุดโทรม แต่จำนวนผู้โดยสารกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึงอย่างนั้น ไม่มีต้นหนคนใดยอมปล่อยผู้โดยสารกลางทะเล แม้เรือจะเริ่มมีรอยรั่ว แม้ไม้กระดานจะเริ่มผุ แม้เครื่องยนต์จะเก่า พวกเขายังคงพยายามซ่อมแซมด้วยสิ่งที่มีอยู่ เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุดคือทำให้เรือยังเดินหน้าต่อได้
เสียงเรียกร้องไม่ได้ต้องการล้มเรือ แต่ต้องการซ่อมเรือ
ต้นหนจากหลายลำจึงส่งเสียงเรียกร้องไปยังคลังกลางหลายครั้ง พวกเขาต้องการให้มีคนเข้ามาดูปัญหาจริงในพื้นที่มาดูว่า
- จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากเพียงใด
- เครื่องมือถูกใช้งานหนักแค่ไหน
- ค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่างบประมาณที่ได้รับอย่างไร
- โรงพยาบาลกำลังแบกรับภาระอะไรอยู่
สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่เงินเพื่อตัวเอง แต่ต้องการให้ระบบสามารถเดินต่อได้ ต้องการให้ผู้ป่วยยังได้รับการรักษา และต้องการให้เรือสามารถแล่นต่อไปได้อย่างปลอดภัย แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นว่า
- บริหารจัดการไม่ดีเอง
- ใช้เงินไม่ประหยัดเอง
- บริหารงบประมาณไม่ได้
ทั้งที่หลายโรงพยาบาลต้องเผชิญภาวะขาดทุนจำนวนมาก และบุคลากรจากหลายพื้นที่ต่างสะท้อนปัญหาในทิศทางเดียวกัน
คำถามสำคัญคือ เงินถูกจัดสรรอย่างไร
ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องงบประมาณ เมื่อมีการใช้งบกับโครงการใหม่ ๆ ขณะที่โรงพยาบาลบางแห่งยังเผชิญปัญหาขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐาน จึงเกิดคำถามว่า ในวันที่ทรัพยากรมีจำกัด ใครเป็นผู้ตัดสินใจว่าเงินควรถูกจัดสรรไปในทิศทางใด คำถามนี้ไม่ได้หมายความว่าใครควรหรือไม่ควรได้รับการดูแล เพราะประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพ แต่เป็นคำถามถึงการจัดลำดับความสำคัญของระบบ ว่าทำอย่างไรให้ทรัพยากรเพียงพอต่อภารกิจหลัก และไปถึงผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือจริง
เมื่อผู้ตรวจสอบเข้ามา ปัญหาที่ซ่อนอยู่เริ่มถูกเปิดเผย
เมื่อมีการตรวจสอบมากขึ้น หลายประเด็นที่เคยถูกมองข้ามเริ่มถูกนำมาพูดถึง ทั้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณ หลักเกณฑ์การจ่ายเงิน และกลไกบริหารจัดการภายในระบบ การแก้ไขไม่ได้เกิดขึ้นง่าย เพราะระบบดังกล่าวมีโครงสร้างเฉพาะ มีกฎหมายรองรับ และมีกลไกหลายขั้นตอน หลายคนจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดปัญหาที่สะสมมาหลายปีจึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
เปลี่ยนคำถามจาก “ใครผิด” เป็น “ระบบต้องแก้อย่างไร”
เมื่อข้อมูลและปัญหาถูกเปิดเผยมากขึ้น การถกเถียงในสังคมควรเดินหน้าไปที่คำถามสำคัญ เช่น ระบบมีปัญหาตรงไหน ,เงินไปถึงหน่วยบริการครบหรือไม่, เหตุใดโรงพยาบาลหลายแห่งจึงต้องแบกรับภาระจนเกิดปัญหาการเงิน และเราจะทำอย่างไรให้ระบบสามารถดูแลประชาชนต่อไปได้ แต่แทนที่จะพูดถึงปัญหาของระบบ กลับเกิดความพยายามเปลี่ยนประเด็นไปเป็นการโจมตีคนที่ออกมาเตือน จาก “ระบบมีปัญหา” กลายเป็น “หมออยากล้มบัตรทอง” ทั้งที่สิ่งที่บุคลากรหน้างานเรียกร้องมาตลอดคือ “ช่วยซ่อมระบบ” จัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ แก้ปัญหาก่อนที่ระบบจะเดินต่อไม่ไหว
คนที่บอกว่าเรือรั่ว ไม่ใช่คนที่อยากให้เรือล่ม
หมอม็อดระบุว่า หากคุณเป็นต้นหนของเรือลำนี้ คุณจะอยากให้เรือล่มจริงหรือ เรือลำนี้คือสถานที่ทำงาน คือพื้นที่ที่คุณใช้ช่วยชีวิตผู้คนมาตลอด หากเรือล่ม คุณไม่ได้ยืนมองจากชายฝั่ง แต่คุณต้องจมไปพร้อมกับผู้โดยสารเช่นกัน ดังนั้น คนที่ออกมาบอกว่า “เรือกำลังรั่ว” อาจไม่ใช่คนที่ต้องการให้เรือล่ม แต่อาจเป็นคนที่พยายามรักษาเรือไม่ให้จมเพราะคนที่อยู่บนเรือทุกวัน ย่อมรู้ดีที่สุดว่ารอยรั่วอยู่ตรงไหน ทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ และระบบกำลังเผชิญปัญหาอะไร
การปฏิรูปบัตรทอง ไม่ใช่การล้มบัตรทอง
สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่การถกเถียงว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด แต่คือการหาทางทำให้ระบบแข็งแรงขึ้น เพราะการปฏิเสธว่าระบบไม่มีปัญหา ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป การโจมตีคนที่ออกมาเตือน ไม่ได้ทำให้เรือแข็งแรงขึ้น สิ่งที่จะช่วยระบบได้จริง คือ การเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบ การแก้ไขจุดที่ผิดพลาด การปรับปรุงกลไกที่ไม่ทำงาน และการทำให้ทรัพยากรไปถึงคนที่กำลังดูแลประชาชนอยู่จริง เพราะการปฏิรูปบัตรทอง ไม่ใช่การล้มบัตรทอง แต่คือการช่วยกันซ่อมเรือ ก่อนที่วันหนึ่ง…ประชาชนทุกคนอาจไม่มีเรือให้ขึ้นอีก