ส้นเท้าแตก แห้งกร้าน รวมวิธีฟื้นฟู คืนความชุ่มชื้นให้เท้าแบบทันใจ
ปัญหาส้นเท้าแตก ส้นเท้าด้าน อาจผลต่อชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะใครที่ต้องเดินทั้งวันด้วยส้นเท้าที่แตก แห้ง หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เจ็บส้นเท้าขณะเดิน เกิดเป็นปัญหาส้นเท้าแตกลุกลาม เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ จนทำให้รักษาได้ยากขึ้นกว่าเดิมได้
ใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาส้นเท้าแตก รู้สึกเจ็บส้นเท้าทุกครั้งเมื่อยืนหรือเดิน หรืออยากใส่รองเท้าเพื่อโชว์เท้าสวย ๆ แต่ก็ทำไม่ได้
มาหาสาเหตุ วิธีการรักษา ส้นเท้าแตกใช้อะไรดี? และการป้องกันเพื่อไม่ให้ปัญหานี้กลับมากวนใจอีก พร้อมกับมีส้นเท้าที่เนียนนุ่ม สุขภาพดี มีความสุขในทุกย่างก้าว
ปัญหาส้นเท้าแตก คืออะไร?
ส้นเท้าแตก คืออาการที่ผิวหนังบริเวณส้นเท้ามีลักษณะแห้ง หยาบ แข็ง และแตกแยกออกเป็นแผ่น โดยปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูหนาวที่อากาศแห้ง ทำให้ส้นเท้าจะแตกง่ายกว่าปกติ ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความไม่สบายตัว และเสียความมั่นใจเวลาสวมรองเท้าเปิดส้น
ลักษณะอาการส้นเท้าแตกในระยะแรกจะมีอาการคันหรือระคายเคืองเล็กน้อยบริเวณส้นเท้า แต่เมื่อรอยแตกที่เท้าแตกเป็นแผลลึก บริเวณส้นเท้าลึกขึ้นก็อาจมีเลือดซึมออกมา รวมถึงอาจรู้สึกปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย และหากไม่ได้รับการดูแล รักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดการลุกลามจนเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
ปัญหาส้นเท้าแตกเกิดจากสาเหตุใด?
หลายคนอาจคิดว่าอาการส้นเท้าแตกหรือส้นเท้าด้าน เป็นโรคเท้าที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือคนที่เดินเยอะเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วปัญหานี้สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะถ้าดูแลผิวเท้าไม่ดี หรือเจอกับปัจจัยที่กระตุ้นให้ผิวแห้งแตกได้ง่าย แล้วส้นเท้าแตกเกิดจากอะไรบ้าง อะไรคือสาเหตุของเท้าแตก ไปดูพร้อมกันเลย ดังนี้
- สภาพอากาศแห้งหรือหนาวเย็น ในช่วงฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิที่ต่ำหรือความชื้นในอากาศที่น้อย หรือคนที่อยู่ในห้องแอร์นาน ผิวหนังจะถูกดึงความชุ่มชื้นออกไป ทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น
- กรรมพันธุ์และอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังจะสูญเสียความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้น ทำให้เกิดรอยแตกได้ง่ายขึ้น
- โรคประจำตัวบางชนิด โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ที่มักทำให้ผิวแห้งและไวต่อการติดเชื้อ หรือโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีผลต่อสุขภาพเท้าโดยตรง
- การดื่มน้ำน้อย การดื่มน้ำน้อย ดื่มน้ำในแต่ละวันไม่เพียงพอ ก็ส่งผลให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น ทำให้ผิวบริเวณส้นเท้าเกิดการแห้งและแตกได้
- มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ความดันจากน้ำหนักที่กดลงบนส้นเท้ามากกว่าปกติ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ส้นเท้าแตกระคายเคืองได้ง่าย
- อาบน้ำหรือแช่เท้าในน้ำร้อนบ่อยเกินไป แม้ว่าการแช่น้ำร้อนจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ถ้าแช่บ่อยจนเกินไป ก็มีส่วนทำให้ผิวแห้ง จากการที่ผิวหนังสูญเสียน้ำมันธรรมชาติที่อยู่บนผิว
- ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่แรงเกินไป เช่น สบู่หรือสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดผิว อาจทำให้ผิวเท้าแห้งมากกว่าปกติ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรอยแตกบริเวณส้นเท้าได้
- ไม่ดูแลผิวเท้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น ไม่ทาครีมบำรุงผิว หรือขัดเท้าแรงเกินไป รวมถึงการเดินเท้าเปล่าบนพื้นร้อน ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้ผิวเท้าแตกได้เช่นกัน
- รองเท้าที่ไม่เหมาะสม การสวมใส่รองเท้าที่แข็ง กระด้าง หรือเปิดผิวเท้ามากเกินไป จะทำให้เกิดการเสียดสีจนผิวแตก และทำให้เกิดตาปลาที่เท้าได้ด้วย
วิธีรักษาส้นเท้าแตกให้กลับมาเนียนนุ่ม สุขภาพดีอีกครั้ง
มัดรวม 5 วิธีรักษาส้นเท้าแตกที่จะช่วยให้ส้นเท้าของคุณกลับมาเนียนนุ่ม สุขภาพดีอีกครั้ง จะมีวิธีไหนบ้าง ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลย
1. ใช้ผลิตภัณฑ์เติมความชุ่มชื้น
หากใครที่มีปัญหาส้นเท้าแตก แนะนำว่าให้ลองใช้ผลิตภัณฑ์เติมความชุ่มชื้น หรือยาทาส้นเท้าแตกที่มีสรรพคุณเฉพาะในการรักษา เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของ "ยาไดเมทิโคน" (Dimethicone) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดการเกิดผิวหนาและหยาบจากการแห้งเสียที่เป็นสาเหตุหลักของส้นเท้าแตก
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เติมความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันละหุ่ง หรือ น้ำมันงา ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันผิวแห้งแตก หากคุณมีปัญหาส้นเท้าแตกหรือเท้าด้านแข็ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แนะนำให้ทาครีมที่ส้นเท้าหลังอาบน้ำ ขณะที่ผิวยังหมาด จะช่วยให้ส้นเท้านุ่มและชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าการบำรุงผิวจากภายนอกควบคู่กับการดูแลจากภายใน จะช่วยฟื้นฟูผิวส้นเท้าให้กลับมานุ่มและสุขภาพดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับใครที่อยากบำรุงผิวบริเวณเท้าจากภายใน ต้องอ่าน คอลลาเจนกินตอนไหนดี
2. การใช้ปิโตรเลียมเจล
อีกหนึ่งวิธีแก้ส้นเท้าแตกที่สามารถทำได้อย่างเร่งด่วน นั่นก็คือ การใช้ปิโตรเลียมเจล (Petroleum Jelly) ซึ่งเป็นเจลใสที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ในบริเวณผิวหนังที่มีลักษณะแห้งแตก โดยเฉพาะใครที่มีปัญหาส้นเท้าแตก อยากฟื้นฟูผิวให้กลับมาเนียนนุ่มสุขภาพดี แนะนำให้ทาปิโตรเลียมเจลก่อนนอนแล้วสวมถุงเท้าทับ เพื่อให้เจลสามารถซึมซับและบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดคืน
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำให้เพียงพอไม่เพียงแต่ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพผิวอีกด้วย เมื่อร่างกายขาดน้ำ นอกจากอาการปากแห้งและคอแห้งแล้ว ยังส่งผลทำให้ผิวแห้งและแตกได้ โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้า ซึ่งอาจเกิดจากการขาดความชุ่มชื้นในผิวหนัง
ดังนั้น การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้รับความชุ่มชื้น และช่วยฟื้นฟูผิวบริเวณส้นเท้าที่แห้งแตกให้กลับมานุ่มนวลและมีสุขภาพดีขึ้นได้
4. เลือกรองเท้าที่เหมาะสม
ใครที่มีปัญหาส้นเท้าแตก การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยการดูแลเท้าที่ดีนั้น ควรเริ่มจากการหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าแตะหรือรองเท้าที่มีลักษณะเปิดเท้า เพราะไม่สามารถรองรับน้ำหนักเท้าได้ดี ควรเลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดีและพื้นรองเท้าที่นุ่ม เพื่อช่วยลดแรงกระแทกที่มีต่อฝ่าเท้าและส้นเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับใครที่ชื่นชอบการสวมถุงเท้า ควรเลือกสวมถุงเท้าที่มีเนื้อผ้านุ่ม เช่น ผ้าคอตตอนที่สามารถระบายเหงื่อและความอับชื้นได้ดี เพราะสามารถช่วยลดแรงกระแทกและทำให้ในขณะสวมใส่รู้สึกสบายอีกด้วย นอกจากนี้ ในขณะอยู่ในบ้านหรือที่ทำงาน ควรเลือกสวมรองเท้าที่มีพื้นนุ่มหรือรองเท้าขนนุ่ม ๆ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า
5. พบแพทย์เพื่อรักษา
กรณีที่อาการส้นเท้าแตกยังไม่ดีขึ้น แนะนำว่าให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งการรักษาส้นเท้าแตกกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยหากมีอาการบวมแดง ปวดมาก หรือมีหนองและแผลไม่ดีขึ้นแม้จะพยายามรักษาด้วยตัวเอง แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาทา ยากิน หรือครีมที่มีส่วนผสมของยูเรียหรือกรดซาลิไซลิก เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบ รวมถึงการพันปิดบาดแผลเพื่อลดการกระทบกระเทือนที่อาจทำให้แผลแตกเพิ่มเติม
แต่ถ้าอาการรุนแรงจนแผลติดเชื้อหรือรู้สึกเจ็บแสบบริเวณส้นเท้าแตกมาก แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดเอาผิวหนังที่แตกและหนาออกบางส่วน รวมถึงการเสริมพื้นรองเท้าเพื่อช่วยลดแรงกดที่ส้นเท้าและช่วยบรรเทาอาการเจ็บ
วิธีป้องกันส้นเท้าแตก ทำได้อย่างไร?
มาดูวิธีป้องกันส้นเท้าแตกที่คุณเองก็สามารถทำตามได้ไม่ยาก ที่สำคัญวิธีป้องกันเหล่านี้ยังช่วยให้มีผิวบริเวณฝ่าเท้านั้นเนียนนุ่ม และสุขภาพดีไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย จะมีวิธีป้องกันอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
- ดื่มน้ำในแต่ละวันให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหาร 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพื่อช่วยป้องกันผิวแห้งส้นเท้าแตก เช่น วิตามินบีรวม วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่าบนพื้นผิวที่มีอุณหภูมิร้อนจัด
- เลือกใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีสูตรอ่อนโยน ช่วยลดการระคายเคืองและคงความชุ่มชื้นให้กับส้นเท้า ไม่ให้แห้งกร้าน
- คอยบำรุงผิวบริเวณส้นเท้าให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ผิวแห้ง จนนำไปสู่ปัญหาส้นเท้าแตกในอนาคต
- ไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป เพราะเมื่อส้นเท้ารับน้ำหนักมาก หนังที่ส้นเท้าจะหนาขึ้น และมีโอกาสเกิดรอยแตกได้ง่ายขึ้น
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่อากาศเย็นเกินไป เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและแห้งได้ง่าย หากมีความจำเป็นต้องอยู่ในที่อากาศเย็นเป็นเวลานาน แนะนำให้สวมถุงเท้าและทาครีม เพื่อคงความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวตลอด
ส้นเท้าแตกอันตรายไหม?
ส้นเท้าแตก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลหรือรักษาให้ถูกวิธี ก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะอาจเกิดการลุกลามจนรอยบริเวณส้นเท้าเริ่มลึกมากขึ้น ทำให้รู้สึกเจ็บหรือปวดขณะยืนและเดิน และในบางรายอาจถึงขั้นมีเลือดหรือหนองซึมออกมา เสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือโรคอ้วน เป็นต้น นอกจากนี้ ส้นเท้าแตกยังอาจทำให้หลายคนเกิดความไม่มั่นใจในด้านบุคลิกภาพ เมื่อต้องสวมใส่รองเท้าที่เผยบริเวณส้นเท้าได้ด้วยเช่นกัน
ถึงเวลาเปลี่ยนส้นเท้าแตกให้กลับมาเป็นผิวเนียนนุ่มอีกครั้ง!
ปัญหาส้นเท้าแตกเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สภาพอากาศแห้ง, การดื่มน้ำน้อย, การใส่รองเท้าไม่เหมาะสม, โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน เป็นต้น การรักษาเริ่มต้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น, ปิโตรเลียมเจล, ดื่มน้ำเพียงพอ, เลือกรองเท้าที่เหมาะสม และหากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม ส่วนการป้องกันส้นเท้าแตก ทำได้ด้วยการบำรุงผิวส้นเท้าอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เท้าแห้ง เท่านี้เท้าก็จะกลับมาเนียนนุ่มอีกครั้งได้แล้ว