Top-WorldKickoff Top-WorldKickoff

เจาะลึก 5 สารแทนความหวานเครื่องดื่ม 0 แคลอรี เสี่ยงมะเร็งจริงไหม

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ผ่าความจริงทางแพทย์ เจาะลึก 5 สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในเครื่องดื่มไร้แคลอรียอดฮิตของคนลดน้ำหนัก ก่ออนุมูลอิสระเสี่ยงกระตุ้นเซลล์มะเร็งจริงหรือมโน

บทความนี้เหมาะกับใคร?

  • กลุ่มผู้บริโภคที่ติดรสหวานแต่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

  • กลุ่มผู้รักการออกกำลังกาย (สายฟิตเนส)

  • บุคคลทั่วไปที่ตื่นตระหนกกับกระแสข่าวลือเรื่องมะเร็งจากเครื่องดื่มสูตรไม่มีน้ำตาล (Zero Sugar / Diet Drinks)

? ความนิยมของเครื่องดื่ม 0 แคลอรี กับกระแสคนรักสุขภาพ

ในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ขับเคลื่อนด้วยกระแสการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ "เครื่องดื่มสูตรศูนย์แคลอรี" หรือเครื่องดื่มไร้น้ำตาล ได้กลายมาเป็นอัศวินม้าขาวสำหรับผู้ที่ยังคงเสพติดรสชาติความหวานแต่ต้องการจำกัดปริมาณพลังงานและระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวัน บนชั้นวางสินค้าของซูเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบัน เราจะพบเห็นเครื่องดื่มประเภทนี้วางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่น้ำอัดลมสีดำสูตรซีโร่ ชาเขียวพร้อมดื่ม กาแฟสำเร็จรูป ไปจนถึงน้ำวิตามินรูปแบบต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทางเลือก สิ่งที่ตามมาควบคู่กันคือกระแสความวิตกกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับ "สารเคมีแฝง" ที่ผู้ผลิตใช้ปรุงแต่งรสชาติแทนน้ำตาลทรายธรรมชาติ ข่าวลือและรายงานข่าวแชร์บนโลกออนไลน์มักระบุว่า สารทดแทนความหวานเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอมทางเคมีที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเมื่อสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อเป็นเวลานานจะทำหน้าที่เป็นสารก่อมะเร็ง ที่เข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ปกติกลายพันธุ์กลายเป็นเซลล์ร้าย ความตื่นตระหนกนี้สร้างความสับสนให้กับสังคมเป็นอย่างมาก ว่าตกลงแล้วเครื่องดื่มศูนย์แคลอรีเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักที่มีความปลอดภัย หรือเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ทำลายสุขภาพกันแน่

? รู้จัก 5 สารทดแทนความหวานยอดฮิตในอุตสาหกรรมอาหาร

เพื่อที่จะเข้าใจว่าสารเคมีเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อร่างกายจริงหรือไม่ สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจคือประเภท โครงสร้างทางเคมี และคุณลักษณะเฉพาะตัวของสารทดแทนความหวาน หรือวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล ยอดนิยม 5 ชนิดที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในปัจจุบันอย่างแพร่หลาย ดังต่อไปนี้

1. แอสปาแตม (Aspartame) - สารให้ความหวานยอดฮิตในน้ำอัดลมสีดำ

แอสปาแตม เป็นสารสังเคราะห์ทางเคมีที่เกิดจากการเชื่อมต่อกันของกรดอะมิโนธรรมชาติสองชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก และ ฟีนิลอะลานีน สารชนิดนี้ให้ความหวานเข้มข้นกว่าน้ำตาลทรายธรรมชาติประมาณ 200 เท่า ข้อดีของมันคือให้รสชาติความหวานที่ใกล้เคียงกับน้ำตาลทรายมากที่สุดโดยไม่มีรสขมติดปลายลิ้น จึงถูกนำไปใช้ในน้ำอัดลมสูตรไดเอทและสูตรไม่มีน้ำตาลเกือบทุกยี่ห้อในท้องตลาด อย่างไรก็ตาม โครงสร้างโมเลกุลของแอสปาแตมจะไม่เสถียรเมื่อถูกความร้อนสูง มันจะสลายตัวและสูญเสียความหวานทันที จึงไม่เหมาะสำหรับนำไปใช้ในการปรุงอาหารที่ต้องผ่านการต้มหรืออบนานๆ

2. ซูคราโลส (Sucralose) - ความหวานทนความร้อนจากน้ำตาลทราย

ซูคราโลส เป็นสารให้ความหวานที่สร้างขึ้นโดยมีน้ำตาลทรายเป็นสารตั้งต้น แต่ผ่านนวัตกรรมกระบวนการทางเคมีโดยการแทนที่กลุ่มไฮดรอกซิล ด้วยอะตอมของคลอรีน โครงสร้างใหม่นี้ทำให้ซูคราโลสมีความหวานแหลมมากกว่าน้ำตาลทรายธรรมชาติถึง 600 เท่า สิ่งที่ทำให้ซูคราโลสโดดเด่นคือ ความเสถียรต่อความร้อนและความเป็นกรด-ด่างที่สูงมาก ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยหรือดูดซึมสารชนิดนี้ได้ มันจึงไหลผ่านระบบทางเดินอาหารและขับถ่ายออกมาในรูปเดิม ทำให้สารชนิดนี้ไม่ให้พลังงานหรือแคลอรีแก่ร่างกายเลยแม้แต่กิโลแคลอรีเดียว

3. อะเซซัลเฟม เค (Acesulfame Potassium) - คู่หูเพิ่มมิติความหวาน

อะเซซัลเฟม เค หรือ อะเซซัลเฟม โพแทสเซียม เป็นสารประกอบเกลือสังเคราะห์ที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 200 เท่า โครงสร้างโมเลกุลมีความทนทานต่อความร้อนสูงเช่นเดียวกับซูคราโลส ทว่าหากใช้อะเซซัลเฟม เค เดี่ยวๆ ในปริมาณสูง จะทำให้เกิดรสขมและรสเฝื่อนติดปลายลิ้นคล้ายโลหะ ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องดื่มจึงนิยมนำสารชนิดนี้มาผสมควบคู่กับแอสปาแตมหรือซูคราโลสในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาส่งเสริมความหวาน ช่วยดึงรสสัมผัสของน้ำมันและกลิ่นของเครื่องดื่มให้กลมกล่อมและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

4. แซคคาริน (Saccharin) - ขัณฑสกร สารให้ความหวานยุคบุกเบิก

แซคคาริน หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ "ขัณฑสกร" จัดเป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ทางเคมีชนิดแรกของโลก มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 300 ถึง 400 เท่า แซคคารินถูกนำมาใช้เป็นยารักษาผู้ป่วยเบาหวานและใช้ในสภาวะขาดแคลนน้ำตาลในช่วงสงครามโลก จุดด้อยที่เด่นชัดคือรสขมฝาดที่รุนแรงหากใช้ในสัดส่วนที่เข้มข้น ปัจจุบันในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มกระแสหลักได้ลดบทบาทการใช้แซคคารินลงอย่างมาก เนื่องจากมีสารทางเลือกใหม่ที่รสชาติดีกว่า แต่ยังคงพบเห็นได้ในอุตสาหกรรมผลไม้ดอง ขนมขบเคี้ยวโบราณ และยาเชื่อมแก้ไอ

5. สตีเวีย (Stevia) - สารสกัดจากหญ้าหวานทางเลือกจากธรรมชาติ

ขยับมาที่สารให้ความหวานทางเลือกจากธรรมชาติอย่าง สตีเวีย ซึ่งสกัดมาจากใบของต้นหญ้าหวาน สารเคมีหลักที่ให้ความหวานในใบหญ้าหวานคือกลุ่มสาร "สตีวิออลไกลโคไซด์" เช่น สตีวิโอไซด์ และ รีบอเดียโอไซด์ เอ มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 200 ถึง 300 เท่า สตีเวียได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในกลุ่มผู้บริโภคอาหารออร์แกนิกและอาหารคลีน เนื่องจากไม่ได้เกิดจากการสังเคราะห์ทางเคมีบริสุทธิ์ มีความเสถียรต่อความร้อนสูง แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องรสชาติที่มีความหวานเอื่อยและติดรสขมคล้ายชะเอมที่ปลายลิ้น

ภาพจำลองโครงสร้างโมเลกุลสามมิติของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลประเภทต่างๆที่ผ่านการพิสูจน์และวิเคราะห์ผลจากสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ

? เจาะลึกรายงานองค์การอนามัยโลก สารแทนความหวานเสี่ยงมะเร็งจริงไหม?

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามและสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก คือการที่สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยเฉพาะทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกประกาศผลการประเมินอันตรายของสาร "แอสปาแตม" และจัดจำแนกให้สารชนิดนี้อยู่ในกลุ่ม Group 2B ซึ่งหมายถึง "สารที่อาจเป็นไปได้ว่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์"

การจัดจำแนกกลุ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งของ IARC ถูกแบ่งออกเป็นระดับหลักๆ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจตรงกันดัชนีต่อไปนี้

  • Group 1: สารที่ก่อมะเร็งในมนุษย์อย่างแน่ชัด (เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ แสงแดด และเนื้อสัตว์แปรรูป)

  • Group 2A: สารที่น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ (มีหลักฐานชัดเจนในสัตว์ทดลอง แต่จำกัดในมนุษย์ เช่น เนื้อแดง)

  • Group 2B: สารที่อาจเป็นไปได้ว่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ (หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังมีจำกัดทั้งในมนุษย์และสัตว์ทดลอง)

  • Group 3: สารที่ยังไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งหรือไม่ (เนื่องจากขาดแคลนหลักฐานอย่างสิ้นเชิง)

การที่แอสปาแตมถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Group 2B หมายความว่า ข้อมูลดิบจากงานวิจัยทางระบาดวิทยาในมนุษย์และผลการทดลองในห้องปฏิบัติการในปัจจุบัน "ยังมีน้ำหนักและหลักฐานที่จำกัดมาก" และยังไม่มีการพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่แน่ชัดว่าการบริโภคแอสปาแตมนำไปสู่การเกิดเซลล์มะเร็งโดยตรง ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญร่วมว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหารของ FAO/WHO (JECFA) ก็ได้ออกมายืนยันผลการประเมินความปลอดภัยควบคู่กันว่า ยังไม่มีเหตุผลความจำเป็นทางการแพทย์ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเกณฑ์มาตรฐานปริมาณการบริโภคต่อวันปลอดภัย ของแอสปาแตมที่กำหนดไว้เดิม

บทความน่าสนใจจาก PPTV HD 36

? กลไกทางชีวเคมี สารเคมีแฝงเหล่านี้กระตุ้นเซลล์มะเร็งได้อย่างไร

ในการวิเคราะห์ลึกลงไปถึงสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เกี่ยวกับกลไกที่สารทดแทนความหวานอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ร่างกาย นักวิจัยได้พุ่งเป้าไปที่กระบวนการทางชีวเคมีและพยาธิสรีรวิทยา 3 กลไกหลักที่มีการถกเถียงกันในห้องปฏิบัติการวิจัยโรคมะเร็งดังนี้

1. การสลายตัวทางเคมีเป็นเมทานอลและฟอร์มาลดีไฮด์

เมื่อเราบริโภคแอสปาแตมเข้าสู่ร่างกาย โครงสร้างโมเลกุลจะถูกเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารย่อยสลายกลายเป็นส่วนประกอบย่อย 3 ชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก, ฟีนิลอะลานีน และ "เมทานอล" ข้อกังวลทางเคมีคือ เมทานอลจะถูกตับเปลี่ยนสภาพผ่านเอนไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส กลายเป็น "ฟอร์มาลดีไฮด์" หรือสารฟอร์มาลิน ซึ่งเป็นสารพิษที่มีคุณสมบัติทำลายพันธะดีเอ็นเอ และเหนี่ยวนำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ

ทว่าในมุมมองทางการแพทย์ ปริมาณเมทานอลที่เกิดจากการดื่มน้ำอัดลมศูนย์แคลอรี 1 กระป๋องนั้น มีปริมาณที่ต่ำมาก ต่ำกว่าปริมาณเมทานอลธรรมชาติที่พบในน้ำผลไม้สดหรือมะเขือเทศสุกถึงร้อยละ 50-80 ร่างกายมนุษย์จึงมีกลไกทางสรีรวิทยาในการขับออกทางปัสสาวะได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีการสะสมจนถึงระดับสารพิษ

2. ผลกระทบต่อสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้

งานวิจัยยุคใหม่ได้เปลี่ยนจุดโฟกัสจากความเป็นพิษโดยตรงของสารเคมี มาเป็นการศึกษาผลกระทบทางอ้อมผ่านระบบนิเวศในทางเดินอาหาร สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน เช่น ซูคราโลส และ แซคคาริน แม้ร่างกายจะไม่ดูดซึม แต่พวกมันจะเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่และทำปฏิกิริยากับจุลินทรีย์ท้องถิ่น งานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำเผยว่า สารเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดสภาวะจุลินทรีย์เสียสมดุล โดยไปลดจำนวนแบคทีเรียชนิดดีกลุ่ม Lactobacillus และ Bifidobacterium

การสูญเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ส่งผลให้เกิดการหลั่งสารอักเสบกลุ่มไซโตไคน์ออกสู่กระแสเลือด ซึ่งนำไปสู่ภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน และเกิดการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำภายในร่างกาย ซึ่งสภาวะการอักเสบเรื้อรังนี้เองที่เป็นสภาพแวดล้อมชั้นยอด ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง

3. กระบวนการออกซิเดทีฟสเตรส

ในกรณีของซูคราโลสและอะเซซัลเฟม เค มีบางสมมติฐานทางชีวเคมีเสนอว่า หากเซลล์ร่างกายได้รับสารเคมีเหล่านี้ในความเข้มข้นที่สูงเกินกว่ามาตรฐานต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเข้าไปรบกวนการทำงานของไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของสารอนุมูลอิสระออกมาทำลายโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ และเหนี่ยวนำให้เกิดความเสียหายแก่สายรหัสพันธุกรรม หากระบบซ่อมแซมเซลล์ทำงานบกพร่อง เซลล์ดังกล่าวก็อาจพัฒนาไปเป็นเซลล์เนื้อร้ายได้

ต้นหญ้าหวานและสารสกัดธรรมชาติสตีเวียบริสุทธิ์ทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยและคุ้มค่าเงินสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในหลอดเลือดและถนอมสุขภาพกาย

? ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติและเกณฑ์ความปลอดภัยของการบริโภคต่อวัน

เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประเมินระดับความเสี่ยงและการบริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม กองบรรณาธิการได้จัดทำตารางสรุปเกณฑ์มาตรฐาน ปริมาณที่บริโภคได้ต่อวันได้อย่างปลอดภัย โดยอ้างอิงข้อมูลสากลจากคณะกรรมการ JECFA และ อย. ไทย คำนวณต่อน้ำหนักตัวมนุษย์ 1 กิโลกรัมต่อวัน ดังนี้

ชื่อสารทดแทนความหวาน ระดับความหวาน (เท่าของน้ำตาลทราย) ค่ามาตรฐานความปลอดภัย (ADI) ปริมาณเทียบเท่าในน้ำอัดลม 0 แคลฯ (ต่อน้ำหนักตัว 60 กก.) สถานะความเสี่ยงตามเกณฑ์ IARC
แอสปาแตม 200 เท่า 0 - 40 มิลลิกรัม / กิโลกรัม ประมาณ 9 - 14 กระป๋องต่อวัน Group 2B (อาจเป็นไปได้ว่าเสี่ยง)
ซูคราโลส 600 เท่า 0 - 15 มิลลิกรัม / กิโลกรัม ประมาณ 20 - 25 กระป๋องต่อวัน Group 3 (ยังไม่สามารถจำแนกได้)
อะเซซัลเฟม เค 200 เท่า 0 - 15 มิลลิกรัม / กิโลกรัม ประมาณ 15 - 20 กระป๋องต่อวัน Group 3 (ยังไม่สามารถจำแนกได้)
แซคคาริน 300 - 400 เท่า 0 - 5 มิลลิกรัม / กิโลกรัม ประมาณ 8 - 10 กระป๋องต่อวัน Group 3 (ถอดถอนจากกลุ่มเสี่ยงแล้ว)
สตีเวีย 200 - 300 เท่า 0 - 4 มิลลิกรัม / กิโลกรัม ประมาณ 6 - 8 กระป๋องต่อวัน Group 3 (สารสกัดธรรมชาติปลอดภัย)

ที่มา: Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives (JECFA) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

จากข้อมูลตัวเลขเชิงสถิติในตารางข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่าการที่สารเคมีเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งหรือก่อเกิดความเป็นพิษต่อร่างกายได้นั้น ผู้บริโภคที่มีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม จำเป็นต้องดื่มน้ำอัดลมสูตรศูนย์แคลอรีในปริมาณที่มหาศาลเกินกว่า 10 กระป๋องขึ้นไปต่อเนื่องกันทุกวัน ซึ่งในพฤติกรรมการบริโภคตามปกติของมนุษย์แทบจะไม่มีใครรับประทานอาหารในระดับปริมาณที่สูงจัดขนาดนั้น ดังนั้น ความเสี่ยงในการก่อมะเร็งจากการดื่มเครื่องดื่มศูนย์แคลอรีวันละ 1-2 กระป๋อง จึงอยู่ในระดับที่ต่ำมากจนไม่มีนัยสำคัญทางการแพทย์

แผนภาพอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลเชิงเปรียบเทียบระดับความปลอดภัยและปริมาณค่าความหวานที่เหมาะสมต่อวันของสารทดแทนความหวานทั้งห้าชนิดตามมาตรฐานของทางการ

? แนวทางการบริโภคอย่างปลอดภัยและคุ้มค่าเงินในกระเป๋า

เมื่อทราบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ผู้เขียนขอแนะนำคู่มือและแนวทางปฏิบัติในการเลือกซื้อและการบริโภคเครื่องดื่มสูตรไม่มีน้ำตาลอย่างฉลาด ปลอดภัย และคุ้มค่ากับเงินทุกบาทในกระเป๋าของคุณ ดังนี้

  1. ยึดหลักทางสายกลางและจำกัดปริมาณ แม้ตัวเลขเกณฑ์ ADI จะระบุว่าสามารถดื่มได้ถึงวันละ 10 กระป๋อง แต่แนวทางเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดคือ การจำกัดการบริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารสังเคราะห์แทนความหวานไว้ไม่เกินวันละ 1-2 กระป๋อง หรือดื่มเฉพาะเวลาที่ร่างกายต้องการความสดชื่นจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางอ้อมต่อจุลินทรีย์ในลำไส้

  2. อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อทุกครั้ง ก่อนจ่ายเงินซื้อเครื่องดื่ม 0 แคลอรี ให้พลิกดูส่วนประกอบด้านหลังขวด หากคุณกังวลเรื่องสารสังเคราะห์ทางเคมี ให้เลือกซื้อเครื่องดื่มที่ระบุว่าใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สตีเวีย (หญ้าหวาน) หรือ หล่อฮังก๊วย เป็นหลัก ซึ่งปลอดภัยจากสารก่อมะเร็งกลุ่มสังเคราะห์อย่างเบ็ดเสร็จ

  3. ข้อควรระวังสำหรับกลุ่มเฉพาะ ผู้ป่วยโรคพันธุกรรม "ฟีนิลคีโตนูเรีย" (Phenylketonuria) ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยสลายกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีนได้ ต้องหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ใช้แอสปาแตมอย่างเด็ดขาด เนื่องจากฉลากสินค้าจะระบุคำเตือนไว้เสมอ สำหรับสตรีมีครรภ์และเด็กเล็ก ควรเน้นการดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์เป็นหลักจะปลอดภัยต่อพัฒนาการของตัวอ่อนและระบบอวัยวะภายในมากที่สุด

  4. ปรับพฤติกรรมเพื่อการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน มายากลของเครื่องดื่มศูนย์แคลอรีคือ มันช่วยลดพลังงานจากเครื่องดื่มได้จริง แต่รสหวานที่ไปกระตุ้นตุ่มรับรสบนลิ้นจะยังคงส่งสัญญาณไปหลอกสมองส่วนหน้าให้โหยหาน้ำตาลทรายจริงในอาหารมื้อถัดไป ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนักแบบประหยัดเงินและได้ผลเลิศ ควรฝึกปรับพฤติกรรมลดการกินรสหวานลงทีละน้อย จนกระทั่งร่างกายคุ้นชินกับรสชาติจืดบริสุทธิ์ของน้ำเปล่าธรรมชาติ

? สรุป คำตัดสินจากห้องปฏิบัติการทางการแพทย์

ศึกข้อเท็จจริงสารทดแทนความหวานในครั้งนี้ สามารถสรุปเป็นข้อยุติทางการแพทย์ได้อย่างชัดเจนว่า สารทดแทนความหวานทั้ง 5 ชนิดที่ผ่านการรับรองจาก อย. และสากล ไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็งที่น่ากลัวในพฤติกรรมการบริโภคปกติของมนุษย์ กระแสข่าวลือเรื่องการกระตุ้นเซลล์มะเร็งเกิดจากการตีความตัวเลขรายงานผลการวิจัยในสัตว์ทดลองที่ได้รับสารเคมีเข้มข้นในปริมาณที่สูงเกินกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ไปหลายร้อยเท่า

การเลือกดื่มเครื่องดื่มศูนย์แคลอรีสลับกับการดื่มน้ำเปล่า ยังคงเป็นทางเลือกในการเปลี่ยนผ่านและเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติในการเลือกบริโภค เข้าใจโครงสร้างเคมีอาหาร และจัดการสมดุลอาหารในแต่ละวันให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรง มีพละกำลัง คุ้มค่าเงิน และปลอดภัยจากโรคร้ายอย่างยั่งยืนในระยะยาว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

กินข้าวบ้านแคน

กินข้าวบ้านแคน

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ