จากกรณีที่อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2024 โดยอ้างเหตุผลว่า ฝ่ายค้านกำลังร่วมมือกับเกาหลีเหนือเพื่อล้มล้างการปกครอง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา อัยการพิเศษเกาหลีใต้ได้ฟ้องร้องอดีตประธานาธิบดียุนเพิ่มเติม ฐานใช้อำนาจในทางมิชอบและช่วยเหลือรัฐศัตรู เนื่องจากพบหลักฐานว่า “ยุนพยายามยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งทางทหารระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ เพื่อประกาศกฎอัยการศึก”
ในรายละเอียดใหม่เกี่ยวกับแผนการที่เกิดขึ้นก่อนความพยายามประกาศกฎอัยการศึก อัยการอ้างอิงหลักฐานที่พบในโทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งมีบางคำที่บ่งชี้ถึงแผนการยั่วยุเกาหลีเหนือ เช่น “โดรน” และ “การโจมตีเป้าหมายทางทหาร” (surgical strike)
อัยการเกาหลีใต้กล่าวหาว่า การบินโดรนลับจากเกาหลีใต้ไปยังใจกลางกรุงเปียงยางเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดังกล่าว
บันทึกความจำที่พบในโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูง เปิดเผยแผนการของอดีตประธานาธิบดียุน และเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงอีก 2 คน ที่จะยั่วยุ “คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุด เพื่อให้มีเหตุผลมากพอที่จะประกาศกฎอัยการศึก
หลักฐานดูเหมือนจะยืนยันคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือที่ว่า เกาหลีใต้ส่งโดรนลับไปเพื่อทิ้งใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเมื่อเดือน ต.ค. 2024 จนทำให้ คิม โยจอง น้องสาวคิม จองอึน ออกแถลงการณ์รุนแรงที่หาได้ยาก
เกาหลีเหนือให้คำมั่นว่า จะตัดเส้นทางถนนและทางรถไฟทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับเกาหลีใต้ โดยระเบิดถนน 2 สายภายในอาณาเขตของตน แต่ยังไม่ยุติปฏิบัติการทางทหาร หลายสัปดาห์ต่อมา ยุนได้ประกาศกฎอัยการศึก โดยอ้างถึงความจำเป็นในการปกป้องเกาหลีใต้จาก “กองกำลังคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ”
แต่คำสั่งดังกล่าวถูกยกเลิกภายในไม่กี่ชั่วโมง เมื่อสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้ฝ่ากองกำลังทหารเข้าไปในรัฐสภาเพื่อลงคะแนนเสียงยกเลิกกฎอัยการศึก
หลักฐานใหม่นี้ยิ่งตอกย้ำการต่อสู้ทางกฎหมายที่ทวีความรุนแรงขึ้นของยุน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคดีกบฏ และยิ่งตอกย้ำปริศนาทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับการอธิบายอย่างครบถ้วน
ยุนปฏิเสธว่าเขาไม่สั่งโดรนบินไปยังกรุงเปียงยางเพื่อยั่วยุเกาหลีเหนือ และเขาไม่ได้พยายามก่อกบฏโดยใช้กฎอัยการศึก
ยู จองฮวา หนึ่งในทนายความของยุน เรียกคำฟ้องนี้ว่า “การฟ้องร้องฝ่ายเดียวที่ล้มเหลวในการยืนยันแม้กระทั่งหลักการพื้นฐานของตรรกะทางกฎหมาย เป็นยิ่งกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ”
หลักฐานมีอะไรบ้าง?
ข้อกล่าวหาดังกล่าวย้อนกลับไปเมื่อเดือน ต.ค. 2024 เมื่อสื่อของเกาหลีเหนือรายงานว่า โดรนของเกาหลีใต้ได้ละเมิดน่านฟ้าของเปียงยางหลายครั้ง โดยทิ้งใบปลิวต่อต้านรัฐบาล
สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) เผยแพร่ภาพถ่ายโดรนลำหนึ่งติดอยู่บนต้นไม้ ซึ่งนักวิเคราะห์อธิบายว่ามีลักษณะคล้ายกับอากาศยานไร้คนขับของกองทัพเกาหลีใต้
KCNA ยังแสดงภาพโดรนลำหนึ่งที่บินต่ำในท้องฟ้าเหนือบ้านพักของ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ
คิม บยองจู อดีตนายพลแห่งกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาธิปไตย (DP) เคยให้สัมภาษณ์ในเดือน ก.ค. ว่า เขาได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับการบินโดรนโดยตรงจากผู้แจ้งเบาะแสของหน่วยบัญชาการปฏิบัติการโดรนของเกาหลีใต้
คิม บยองจู กล่าวว่า การบินดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างน้อย 3 ครั้ง คือวันที่ 3 ต.ค. 2024, วันที่ 8-9 ต.ค. 2024 และ 13 พ.ย. 2024
“เชื่อกันว่าการส่งโดรนเข้าไปในใจกลางเกาหลีเหนือและโปรยใบปลิววิพากษ์วิจารณ์ คิม จองอึน มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกาหลีเหนือตอบโต้ทางทหาร ... มันเหมือนกับการเอามีดจ่อคอเกาหลีเหนือ” เขากล่าวเสริม
ในขณะนั้น คิม ยอง-ฮยอน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ปฏิเสธในตอนแรกเรื่องการส่งโดรนไปยังเกาหลีเหนือ แต่ไม่นานก็เปลี่ยนคำตอบเป็น “ไม่สามารถยืนยันได้”
ต่อมา เมื่อการสอบสวน ยุน ซอกยอล เริ่มขึ้น มีการพบบันทึกข้อความในโทรศัพท์ของอดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองกลาโหม โย อิน-ฮยอน ที่อ้างอิงถึง “การสร้างสถานการณ์ที่ไม่มั่นคง”
บันทึกข้อความวันที่ 18 ต.ค. 2024 ระบุว่า “ต้องค้นหาและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบในระยะสั้น เพื่อทำเช่นนั้น เราต้องสร้างสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงหรือคว้าโอกาสที่เกิดขึ้น”
อีกบันทึกหนึ่งระบุว่า “กำหนดเป้าหมายในจุดที่เกาหลีเหนือเสียหน้าจนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบโต้” สถานที่ที่ระบุไว้รวมถึงเมืองหลวง โรงงานนิวเคลียร์ 2 แห่ง บ้านพักตากอากาศของคิมในซัมจียอนและวอนซาน
ซัมจียอนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเกาหลีเหนือ เนื่องจากเป็นบ้านเกิดของ คิม จองอิล บิดาของ คิม จองอึน ส่วนวอนซานเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวระดับเรือธงของเกาหลีเหนือ
บันทึกข้อความอีกฉบับลงวันที่ 23 ต.ค. 2024 มีวลีว่า “อย่างน้อยที่สุดก็คือวิกฤตความมั่นคงแห่งชาติ”
ส่วนบันทึกข้อความลงวันที่ 5 พ.ย. ระบุว่า “การกระทำของศัตรูต้องมาก่อน ต้องมีสถานการณ์สงครามหรือสถานการณ์ที่กองกำลังตำรวจไม่สามารถควบคุมได้ สร้างเงื่อนไขของศัตรู ... เราต้องรอคอยโอกาสสำคัญ”
พัค จียัง โฆษกอัยการกล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมได้เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความลับทางทหาร
อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวเสริมว่า หลักฐานจากสมุดบันทึกของ โน ซังวอน อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองกลาโหม ชี้ให้เห็นว่า การเจรจาและการเตรียมการสำหรับกฎอัยการศึกน่าจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ต.ค. 2023 หลังจากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ของเกาหลีใต้
“การกระทำที่ถูกกล่าวหาของประธานาธิบดีผู้มีอำนาจสูงสุดด้านความมั่นคงแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่พยายามใช้ความตึงเครียดทางทหารระหว่างเกาหลีเพื่อสร้างเงื่อนไขสำหรับการประกาศกฎอัยการศึกนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง” พัคกล่าว
คิม บยองจู อดีตนายพล กล่าวว่า เขารู้สึกประหลาดใจที่ผู้นำเกาหลีเหนือไม่ได้สั่งการตอบโต้หลังจากพบเห็นโดรนของเกาหลีใต้บินอยู่เหนือเมืองหลวง
“เมื่อมองย้อนกลับไป ถือเป็นโชคดีของเกาหลีใต้ที่เกาหลีเหนืองดเว้นการยั่วยุทางทหารและหยุดการข่มขู่ด้วยวาจา หากเกาหลีเหนือเลือกที่จะตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในระดับท้องถิ่นได้” เขากล่าว
คิม บยองจู บอกว่า การที่เกาหลีเหนือส่งทหารกว่า 10,000 นายไปยังรัสเซียใน อาจทำให้ผู้นำคิมไม่กล้าดำเนินการใด ๆ “ในขณะนั้นเกาหลีเหนืออาจมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะรักษาแนวรบไว้สองแนว เพราะนั่นจะหมายถึงการทำให้เกิดช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญในศักยภาพการรบ”
เรียบเรียงจาก CNN