เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งบริหาร ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง โดยระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการรวมทั้งสิ้น 66 แห่ง
ในจำนวนนี้รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากการร่วมมือระดับโลกมากขึ้น
แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ
เป้าหมายหลายแห่งเป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่น ๆ ที่รัฐบาลทรัมป์จัดประเภทว่าเป็น “woke”
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลทรัมป์พบว่าสถาบันเหล่านี้ซ้ำซ้อนในขอบเขตการทำงาน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่ผลักดันวาระของตนเองซึ่งขัดแย้งกับวาระของเรา หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของประเทศชาติ”
หนึ่งในความร่วมมือที่ทรัมป์สั่งถอนตัวในครั้งนี้คือ การถอนตัวออกจากอนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ถือเป็นความพยายามล่าสุดของทรัมป์ในการทำให้สหรัฐฯ ออกห่างจากองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศและการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
UNFCCC เป็นข้อตกลงปี 1992 ระหว่าง 198 ประเทศเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา เป็นสนธิสัญญาพื้นฐานของข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทรัมป์ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสไม่นานหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง
ร็อบ แจ็กสัน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นประธานโครงการ Global Carbon Project กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศต่าง ๆ กล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ อาจขัดขวางความพยายามระดับโลกในการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะ “มันทำให้ประเทศอื่นๆ มีข้ออ้างที่จะชะลอการดำเนินการและพันธสัญญาของตนเอง”
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การบรรลุความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องยากหากปราศจากความร่วมมือจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก
อีกหน่วยงานทรัมป์ถอนตัวคือ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์ทั่วโลก
ทรัมป์ได้ตัดงบประมาณของหน่วยงานนี้ในช่วงวาระแรกของเขา เขาและเจ้าหน้าที่พรรครีพับลิกันคนอื่น ๆ กล่าวหาว่าหน่วยงานนี้มีส่วนร่วมใน “การบังคับให้ทำแท้ง” ในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน
องค์กรและหน่วยงานอื่นๆ ที่สหรัฐฯ จะถอนตัวออกไป ได้แก่
- ข้อตกลงพลังงานปลอดคาร์บอน (Carbon Free Energy Compact)
- มหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations University)
- คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ้ายระหว่างประเทศ (International Cotton Advisory Committee)
- องค์การไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ (International Tropical Timber Organization)
- ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation)
- สถาบันภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์แพนอเมริกัน (Pan-American Institute for Geography and History)
- สหพันธ์สภาศิลปะและหน่วยงานวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (International Federation of Arts Councils and Culture Agencies)
- กลุ่มศึกษาตะกั่วและสังกะสีระหว่างประเทศ (International Lead and Zinc Study Group)
- สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance)
- เวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์เคยระงับการสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ (UNRWA) คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) และองค์การยูเนสโก (UNESCO)
สหรัฐฯ ได้หันมาใช้แนวทางแบบเลือกสนับสนุนเฉพาะส่วนในการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรระหว่างประเทศ โดยเลือกเฉพาะหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อว่าสอดคล้องกับวาระของทรัมป์
องค์กรพัฒนาเอกชนอิสระหลายแห่ง บางแห่งทำงานร่วมกับสหประชาชาติ ได้ระบุว่า โครงการจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปี 2025 ที่จะลดความช่วยเหลือต่างประเทศผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID
เรียบเรียงจาก Associated Press