มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของ แอนเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์การด้านสิทธิมนุษยชนในระดับสากล ให้ข้อมูลต่อ ดิ อิรราวดี สื่อเมียนมาว่า การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงของเมียนมาจากอิหร่าน ได้รับผลกระทบอย่างหนักถึง 2 เท่า หลังจากผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ระงับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งนํ้ามันเส้นทางหลังของโลก ภายหลังเกิดสงครามอิหร่าน
ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกองทัพเมียนมา ที่อาจไม่มีเสบียงนํ้ามันเครื่องบินรบ หากนํ้ามันเหล่านั้นเดินทางมาจากอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ทางผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของแอมเนสตี้เตือนว่า รัฐบาลทหารเมียนมาอาจจะมองหาเสบียงนํ้ามันจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ไทย สิงคโปร์ หรือจีน และมาเลเซีย
ด้านนักวิเคราะห์ทางทหารออกมาชี้เช่นเดียวกันว่า ความสามารถในการส่งออกอาวุธของอิหร่านต้องหยุดชะงักลงเช่นกัน ซึ่งรวมไปถึง โดรนทางทหารที่ผลิตในอิหร่าน ซึ่งทางรัฐบาลทหารเมียนมานำเข้ามาใช้
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เคยเปิดเผยว่า เมียนมาได้รับนํ้ามันสำหรับเครื่องบินรบ ผ่านการขนส่งด้วย "เรือผี" ที่หลบเลี่ยงการตรวจจับ ที่เชื่อว่าเดินทางมาจากอิหร่าน
นํ้ามันเครื่องบินรบเหล่านี้ นับเป็นยุทธปัจจัยสำคัญของเมียนมาในการปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ด้วยการโจมตีทางอากาศ ซึ่งหลายครั้งนั้นเป็นการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือน ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง