ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ผ่านเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ อธิบายกรณีผู้ป่วยที่มีอาการ “วูบ ๆ เหมือน black out” เช่น ขับรถอยู่แล้วเหมือนหลับไปชั่ววินาที หรือยืนคุยอยู่แล้วเกิดอาการเหมือนหลงลืมว่าอยู่ที่ไหน ทำให้หลายคนกังวลว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
หมอสุรัตน์ ระบุว่า หากเป็น Stroke อาการมักยาวนานกว่านี้ และมักมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่เพียงอาการ “วูบสั้น ๆ เป็นวินาที” ในหลายกรณี
ลักษณะดังกล่าวอาจเป็นภาวะที่เรียกว่า Micro-lapse หรือ Attention lapse หรือบางครั้งเรียก Micro sleep ซึ่งเป็นภาวะที่สมอง “หลับเป็นช่วง ๆ” แม้ร่างกายยังลืมตาและทำกิจกรรมอยู่
อาการ “หลุดสติชั่ววินาที” ที่พบได้ในชีวิตประจำวัน
ผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีอาการ เช่น
- ขับรถแล้วเหม่อ จนเลยทางแยกโดยไม่รู้ตัว
- อ่านหนังสือแต่ไม่เข้าใจเนื้อหา
- คุยกับคนอื่นแล้วเหมือนสมอง “หายไปชั่วขณะ”
- ลืมชั่วคราวว่ากำลังทำอะไรอยู่
บางรายมีอาการศีรษะผงกขึ้นทันที (Sleep attack) ซึ่งเป็นลักษณะของการหลับใน อาการเหล่านี้อาจเกิดได้ทั้งในชีวิตประจำวันและระหว่างทำงาน ไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะตอนขับรถ
Micro-lapse: สมองไม่ได้หลับทั้งก้อน แต่ “หลับบางส่วน”
หมอสุรัตน์ อธิบายว่า Micro-lapse มักเกิดเมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีภาวะอดนอนสะสม งานวิจัยในปี 2017 พบว่า แม้คนเราจะยังตื่นอยู่ แต่บางส่วนของสมองสามารถเข้าสู่ภาวะคล้ายการนอนหลับได้ เรียกว่า Local sleep หรือ “การหลับเฉพาะส่วน”
เมื่อสมองบางส่วนหยุดทำงานชั่วคราว จะส่งผลให้เกิดอาการ เช่น
- เหม่อลอย
- ตอบสนองช้า
- จำเหตุการณ์ช่วงสั้น ๆ ไม่ได้
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์: สมอง “แทรกโหมดนอน” ระหว่างตื่น
ปลายปี 2025 นักวิจัยจาก MIT และ Boston University ศึกษาอาสาสมัครที่อดนอน โดยใช้เครื่อง fMRI ร่วมกับการวัดคลื่นสมอง การเปลี่ยนแปลงของรูม่านตา และการไหลของน้ำหล่อสมอง (CSF) ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงที่เกิด Micro-lapse จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
- คลื่นสมองช้าลง
- การไหลเวียนเลือดในสมองเปลี่ยนแปลง
- รูม่านตาหดเล็กลง
- การไหลของน้ำหล่อสมองมีจังหวะคล้ายช่วงหลับ
นักวิจัยจึงสรุปว่า เมื่ออดนอน สมองอาจเริ่ม “สลับเข้าสู่โหมดการนอนบางส่วน” แม้ในช่วงที่ยังตื่นอยู่ก็ตาม อันตรายที่มองไม่เห็น: เกิดเพียง 1–3 วินาที แต่ผลกระทบรุนแรง Micro-lapse ใช้เวลาเพียงประมาณ 1–3 วินาที แต่หากเกิดขึ้นขณะขับรถด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถจะเคลื่อนที่ไปได้ราว 30–80 เมตร โดยที่ผู้ขับขี่แทบไม่รับรู้เหตุการณ์
จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของ
- อุบัติเหตุบนท้องถนน
- ความผิดพลาดในการทำงาน
- การตัดสินใจผิดพลาดเฉียบพลัน
- ไม่ใช่ทุก “เหม่อ” คือ Micro-lapse ต้องแยกโรคสำคัญ
หมอสุรัตน์ ระบุว่า ภาวะนี้ต้องแยกจากโรคสำคัญอื่น ได้แก่
- Micro-lapse จากการอดนอน เกิด 1–3 วินาที มักสัมพันธ์กับความอ่อนล้าหรือพักผ่อนไม่พอ กลับมาปกติทันทีจำเหตุการณ์ได้ไม่ชัด
- ลมชักเหม่อ (Absence seizure) เหม่อนานประมาณ 5–20 วินาที อาจเกิดซ้ำได้โดยไม่เกี่ยวกับการอดนอนไม่ตอบสนองต่อการเรียก อาจมีอาการกะพริบตาหรือขยับปาก ต้องวินิจฉัยด้วยคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG)
- Mini stroke หรือ TIA (Transient Ischemic Attack) ไม่ใช่แค่เหม่อ แต่มีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ แม้อาการหายภายใน 24 ชั่วโมง แต่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินเป็นสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง
สัญญาณเตือนจากสมอง
ฝากข้อสังเกตว่า หากเริ่มมีอาการ เหม่อบ่อย สมาธิหลุด ทำงานผิดพลาดง่าย อาจเป็นสัญญาณว่าสมองกำลัง “ขอพัก” และหากปล่อยให้เกิดภาวะพักผ่อนไม่เพียงพอสะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นตามมาได้
ภาวะ “วูบเหมือนหมดสติชั่ววินาที” ไม่ได้หมายความว่าเป็น Stroke เสมอไป แต่อาจเป็น Micro-lapse หรือภาวะสมองหลับเป็นช่วง ๆ จากการอดนอนและความอ่อนล้า การแยกโรคจาก Stroke, ลมชักเหม่อ และ TIA เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละภาวะมีความรุนแรงและการรักษาแตกต่างกันอย่างมาก